ss ความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย | JIPATA INDEX นานาสาระน่ารู้
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย แสดงบทความทั้งหมด

การแสดงเจตนาของนิติบุคคล

นิติบุคคล มิใช่บุคคลตามธรรมชาติ แต่เป็นบุคคลตามกฎหมาย กล่าวคือ นิติบุคคลหมายถึงคณะบุคคล หรือกองทรัพย์สินซึ่งกฎหมายยอมรับให้มีสิทธิและหน้าที่เหมือนบุคคลธรรมดา เพียงแต่ว่าสิทธิและหน้าที่ใดซึ่งโดยสภาพแล้วจะพึงมีพึงเป็นได้เฉพาะแต่ บุคคลธรรมดาเท่านั้น สิทธิและหน้าที่นั้นนิติบุคคลจะมีมิได้ เช่นสิทธิในการสมรส หรือหน้าที่ในการรับราชการทหาร สภาพไม่เปิดช่องให้นิติบุคคลมีได้ นิติบุคคลจึงจะสมรสหรือรับราชการทหารมิได้ แต่ถ้าสิทธิหรือหน้าที่ใด ที่ไม่ขัดต่อสภาพของนิติบุคคล เช่น สิทธิในการทำสัญญา สิทธิในการฟ้องร้อง หรือหน้าที่ในการปฏิบัติตามกฎหมายทั่วไป นิติบุคคลย่อมมีได้ 


ฉะนั้นถ้านิติบุคคลกระทำผิดตามกฎหมายทางอาญาก็อาจจะต้องรับโทษได้ เพียงแต่ว่าโทษที่จะลงนั้น จะจำคุกหรือประหารชีวิตมิได้เท่านั้น อย่างไรก็ตามโดยที่นิติบุคคลเป็นบุคคลที่กฎหมายรับรอง หรืออนุญาตให้เป็นบุคคล มิใช่บุคคลธรรมดาทั่วไปที่เกิดตามธรรมชาติ ดังนั้นนิติบุคคลเกิดหรือมีขั้นได้ก็โดยอาศัยอำนาจของประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ หรือโดยอาศัยอำนาจของกฎหมายอื่น เช่น พระราชบัญญัติต่าง ๆ ที่จัดตั้งมหาวิทยาลัย เป็นต้น เมื่อนิติบุคคลจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีกฎหมายให้อำนาจเช่นนี้ สิทธิและหน้าที่ของนิติบุคคล นอกจากจะต้องไม่เป็นสิทธิและหน้าที่ ซึ่งโดยสภาพจะพึงมีพึงเป็นได้เฉพาะแก่บุคคลธรรมดาดังกล่าวมาข้างต้นแล้วเท่า นั้น สิทธิและหน้าที่ของนิติบุคคลยังจะต้องอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายที่ให้อำนาจ จัดตั้งเป็นนิติบุคคล และภายในขอบวัตถุที่ประสงค์ของนิติบุคคลดังที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ หรือตราสารจัดตั้งนิติบุคคลนั้น ๆ อีกด้วย เช่น บริษัทจำกัดที่ตั้งขึ้นเพื่อการค้าขาย ย่อมไม่มีสิทธิและหน้าที่นอกเหนือไปถึงกิจการอื่นที่มิใช่การค้าขาย เช่นจะทำกิจการให้กู้ยืมเงินมิได้เป็นต้น

        นิติบุคคล เมื่อเกิดหรือมีขึ้นแล้ว ย่อมมีฐานะเป็นบุคคลต่างหากจากบุคคลธรรมดา แม้ว่าบุคคลธรรมดานั้น จะรวมกันได้รับอำนาจจากกฎหมายให้เป็นนิติบุคคลนั้น ๆ ก็ตาม ทั้งนี้จะเห็นได้จากคำพิพากษาฎีกาที่ 1233/2505 ซึ่งวินิจฉัยว่า ทำพินัยกรรมยกทรัพย์ให้วัด โดยเจ้าอาวาสลงชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมด้วย หาทำให้พินัยกรรมเป็นโมฆะไม่ เพราะวัดเป็นนิติบุคคล ย่อมเป็นอีกบุคคลหนึ่งต่างหากจากเจ้าอาวาส แม้เจ้าอาวาสจะเป็นผู้แทนของวัด และความประสงค์ของนิติบุคคลแสดงปรากฏจากผู้แทนของนิติบุคคลก็ดี ก็ไม่มีผลทางกฎหมายให้เจ้าอาวาสกับวัดรวมเป็นบุคคลเดียวกัน ไม่ถือว่าวัดเป็นพยานในพินัยกรรม

        นิติบุคคลส่วนใหญ่เกิดขึ้น โดยอาศัยอำนาจของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งตามมาตรา 72 ได้แก่ ทบวงการเมือง วัดวาอาราม ห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียนแล้ว บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิได้รับอำนาจแล้ว

        ทบวงการเมืองนั้น มาตรา 73 อธิบายว่าได้แก่ กระทรวงและกรมในรัฐบาลเทศาภิบาลปกครองท้องที่และประชาบาลทั้งหลาย ตามมาตรา 73 นี้ คำว่ากระทรวงและกรมในรัฐบาลย่อมหมายความถึงกระทรวงและกรมโดยเฉพาะเท่านั้น ไม่กินความถึงรัฐบาลด้วย ทั้งนี้จะเห็นได้จากคำพิพากษาฎีกาที่ 724/2490 ซึ่งวินิจฉัยว่า รัฐบาลมิใช่นิติบุคคลตามกฎหมาย จึงเป็นคู่ความมิได้ คำว่าเทศาภิบาลปกครองท้องที่ย่อมกินความถึงผู้ว่าราชการจังหวัดด้วย (คำพิพากษาฎีกาที่ 544/2475) แต่ไม่กินความถึงคณะกรรมการจังหวัดและคณะกรรมการอำเภอ ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2495 (คำพิพากษาฎีกาที่ 1061/2497) คำว่าประชาบาล ย่อมหมายถึงเทศบาลด้วย (คำพิพากษาฎีกาที่ 538/2493)

        โดยที่นิติบุคคล มิใช่บุคคลธรรมดา เป็นเพียงคณะบุคคล หรือกองทรัพย์สินเท่านั้น ฉะนั้น จึงแสดงเจตนาหรือแสดงความประสงค์ด้วยตนเองดังเช่นบุคคลธรรมดามิได้ แต่เมื่อกฎหมายยอมให้มีสิทธิและหน้าที่ได้เหมือนบุคคลธรรมดาดังกล่าวมาแล้ว ในตอนต้น กฎหมายจึงต้องบัญญัติให้มีผู้แสดงความประสงค์ หรือแสดงเจตนาแทนนิติบุคตลเพื่อประโยชน์ในการใช้สิทธิและหน้าที่ของ นิติบุคคลนั้น ๆ กฎหมายที่ว่าคือประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 75 ซึ่งบัญญัติว่า “อันความประสงค์ของนิติบุคคลนั้น ย่อมแสดงปรากฏจากผู้แทนทั้งหลายของนิติบุคคลนั้น”

        คำว่า “ผู้แทน” นี้ต่างจากคำว่า “ตัวแทน” ตามความหมายในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797 เพราะคำว่า “ผู้แทน” ตามมาตรา 75 เป็นผู้ที่แสดงความประสงค์ของนิติบุคคล หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ นิติบุคคลจะแสดงความประสงค์ จะใช้สิทธิหรือหน้าที่มิได้ หากไม่มีผู้แทน แต่ “ตัวแทน” นั้น เป็นบุคคลผู้มีอำนาจทำการอย่างหนึ่งอย่างใด แทนบุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่าตัวการ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือตัวการโดยลำพังเองก็แสดงเจตนาแสดงความประสงค์ เพื่อใช้สิทธิหรือหน้าที่ได้อยู่แล้ว แต่ถ้าตัวการไม่ประสงค์จะทำการใด หรือแสดงความประสงค์ใดด้วยตนเอง ก็ตั้งตัวแทนให้ทำการนั้น ๆ หรือแสดงความประสงค์นั้น ๆ แทนตน ฉะนั้น ถ้านิติบุคคลจะทำการใดด้วยตนเองก็กระทำโดยผู้แทน ถ้าไม่ประสงค์จะทำเอง ก็มอบอำนาจหรือตั้งบุคคลอื่นเป็นตัวแทนทำการแทนตน และการมอบอำนาจหรือตั้งตัวแทนนั้น นิติบุคคลก็ต้องแสดงเจตนามอบอำนาจ หรือตั้งตัวแทนโดยทางผู้แทนของนิติบุคคลอยู่นั่นเอง เกี่ยวกับผู้แทนและตัวแทนนี้ได้มี คำพิพากษาฎีกาที่ 1808/2494 อธิบายไว้ดังนี้ เมื่อข้อบังคับของบริษัทระบุให้อำนาจกรรมการ 2 คน ทำนิติกรรมแทนบริษัทได้ ฉะนั้น กรรมการ 2 คน จึงมีอำนาจเป็นผู้แทนบริษัทในการฟ้องคดีได้ กรณีเช่นนี้กรรมการ 2 คน นั้นได้ชื่อว่าผู้แทน (representative) ของบริาทตามมาตรา 75 มิใช่ตัวแทน (agent) ตามมาตรา 801

        เกี่ยวกับตัวแทนนั้น เนื่องจากตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตัวแทนมีอยู่หลายประเภทด้วยกัน เช่น ตัวแทนโดยแต่งตั้งแสดงออกชัด และตัวแทนโดยปริยาย (มาตรา 797) ตัวแทนเชิด (มาตรา 821, 822) และตัวแทนโดยการให้สัตยาบัน (มาตรา 823) ดังนั้นหากเป็นการตั้งตัวแทนประเภทแสดงออกชัด หรือประเภทให้สัตยาบันของนิติบุคคล นิติบุคคลนั้นก็จะต้องแสดงความประสงค์ในการแต่งตั้ง หรือให้สัตยาบันตัวแทน โดยทางผู้แทนของนิติบุคคลตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 75 แต่ถ้าเป็นตัวแทนโดยปริยาย หรือตัวแทนเชิด การแต่งตั้งตัวแทนก็ไม่จำเป็นต้องมี ฉะนั้นนิติบุคคลอาจมีตัวแทนโดยปริยาย หรือตัวแทนเชิดได้โดยไม่ต้องแสดงความประสงค์โดยอาศัยผู้แทนตามมาตรา 75 แต่ประการใด และตัวแทนโดยปริยายของนิติบุคคลนั้น ส่วนใหญ่จะเกิดจากผู้แทนของนิติบุคคลนั่นเอง แต่เป็นผู้แทนที่ไม่ถูกตามข้อบังคับหรือตราสารจัดตั้ง เช่น ตามข้อบังคับของบริษัทจำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลมีว่า ผู้ที่จะมีอำนาจทำการใดในนามของบริษัทจำกัดได้ ต้องเป็นกรรมการของบริษัท 2 คน และต้องประทับตราของบริษัทด้วย หากกรรมการเพียงผู้เดียว ทำการไปในนามบริษัท หรือกรรมการ 2 คน ทำการไปแต่มิได้ประทับตราบริษัทไว้ด้วยเช่นนี้ ก็ไม่ถือว่า กรรมการดังกล่าวนั้นทำการในฐานะเป็นผู้แทนตามมาตรา 75 ของบริาทแต่ก็อาจถือได้ว่าทำการในฐานะเป็นตัวแทนโดยปริยายบริษัทได้ และผลก็คือการที่กระทำไปนั้นผูกพันบริษัทเช่นเดียวกับกระทำโดยผู้แทนดุจกัน มีตัวอย่างเรื่องนี้ตามคำพิพากษาฎีกาต่อไปนี้

        คำพิพากษาฎีกาที่ 955/2510 หุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดลงชื่อในสัญญาโดยมิได้ประทับตราของห้าง หุ้นส่วน แต่ได้ความว่าในการทำสัญญาอื่น ๆ หุ้นส่วนผู้จัดการก็ปฏิบัติเช่นนี้ ต้องถือว่าห้างหุ้นส่วนต้องรับผิดตามสัญญา แต่หุ้นส่วนผู้จัดการไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว
        คำพิพากษาฎีกาที่ 853/2512 นิติบุคคลเชิดบุคคลอื่นให้มีอำนาจทำการแทนตน เมื่อบุคคลนั้นทำสัญญาในนามนิติบุคคล สัญญานั้นย่อมผูกพันนิติบุคคล นิติบุคคลจะยกเอาข้อบังคับของนิติบุคคลนั้นมายันโจทก์หรือบุคคลภายนอกมิได้
        คำพิพากษาฎีกาที่ 362/2512 กรรมการผู้จัดการของนิติบริษัทซึ่งเป็นบุคคล ทำสัญญาเช่าซื้อในนามบริษัทโจทก์กับจำเลย มิได้ประทับตราบริษัทตามข้อบังคับ ถือว่าบริษัทโจทก์เป็นคู่สัญญากับจำเลยแล้ว (คำพิพากษาฎีกาที่ 782/2516 ก็วินิจฉัยทำนองเดียวกัน)
        คำพิพากษาฎีกาที่ 1309/2515 ข้อบังคับของบริษัทมีว่า กรรมการผู้จัดการมีอำนาจลงนามแทนบริษัทได้ แต่ต้องประทับตราบริษัท การที่บริษัทจ้างโจทก์โดยมิได้ประทับตราบริษัท แต่เมื่อบริษัทยอมรับเอาผลงานที่โจทก์ทำให้ จนมีการชำระค่าจ้างเรียบร้อยไปงวดหนึ่งแล้ว บริษัทจะปฏิเสธว่า สัญญาไม่มีผลผูกพันมิได้
        คำพิพากษาฎีกาที่ 1709/2516 ประธานกรรมการมูลนิธิลงนามในหนังสือบอกกล่าวเลิกการเช่า โดยไม่มีกรรมการอื่นอีก 2 คน ลงนามให้ครบถ้วน แม้จะถือว่ามิได้ทำในนามผู้แทนมูลนิธิ แต่เห็นได้ว่าทำในฐานะตัวแทนของมูลนิธิ ทั้งมูลนิธิก็รับเอาผลนิติกรรมนั้น จำเลยจะอ้างเหตุดังกล่าวปฏิเสธการเลิกสัญญาเช่ามิได้

        ตามคำพิพากษาฎีกาดังกล่าว นอกจากคำพิพากษาฎีกาที่ 1709/2516 เท่านั้น ที่ให้เหตุผลว่า นิติบุคคลย่อมผูกพันตามการกระทำของผู้ทำแทนในฐานะผู้ทำแทนเป็นตัวแทนคำ พิพากษาฎีกา นอกนั้นมิได้ให้เหตุผลเลยว่าเหตุใดนิติบุคคลจึงต้องผูกพัน ในการกระทำของผู้ทำแทนนิติบุคคลนั้น ในเมื่อผู้ทำแทนนั้นมิใช่ผู้แทนของนิติบุคคลโดยชอบด้วยข้อบังคับ และกฎหมาย แต่แม้คำพิพากษาฎีกาเหล่านั้นจะมิได้ให้เหตุผลไว้ก็ตาม หลักกฎหมายที่ถือว่า นิติบุคคลจะต้องผูกพันในการกระทำของบุคคลผู้ทำแทนนั้น ก็ต้องอาศัยหลักตัวแทนดังที่กล่าวมาแล้วในตอนต้นนั้นเอง

        แต่ถ้ากรณีใดไม่สามารถจะอ้างความเป็นตัวแทนโดยปริยาย หรือตัวแทนเชิดได้แล้ว การกระทำของผู้ทำแทนนิติบุคคล (มิใช่ผู้แทนของนิติบุคคล ตามมาตรา 75) ย่อมไม่ผูกพันนิติบุคคล ทั้งนี้จะเห็นได้จาก คำพิพากษาฎีกาที่ 407/2501 ซึ่งวินิจฉัยว่า ข้อบังคับของบริษัทมีว่า “คณะ กรรมการมีอำนาจตั้งตัวแทน กำหนดอำนาจตัวแทนได้ตามที่เห็นสมควร และให้คณะกรรมการเป็นโจทก์จำเลยในคดีแพ่งหรืออาญา โดยกรรมการ 2 นาย มีอำนาจลงนามและประทับตรา และให้คณะกรรมการเป็นผู้ดำเนินการของบริษัท โดยความควบคุมของที่ประชุมใหญ่” เมื่อคณะกรรมการยังไม่ได้มอบอำนาจให้ผู้จัดการฟ้องคดี ผู้จัดการจะอ้างนามบริษัทฟ้องมิได้

        โดยที่นิติบุคคลมีสิทธิและหน้าที่ได้เช่นเดียวกับบุคคล ธรรมดา ฉะนั้น นิติบุคคลจึงมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ และการฟ้องคดีก็ถือเป็นการแสดงความประสงค์อย่างหนึ่งของนิติบุคคล ฉะนั้น จึงต้องให้ผู้แทนของนิติบุคคลตามมาตรา 75 เป็นผู้ดำเนินคดีในนามของนิติบุคคล เช่น คำพิพากษาฎีกาที่ 944 – 945 /2497 วินิจฉัยว่า เจ้าอาวาสมีอำนาจมอบฉันทะให้ไวยาวัจกรฟ้องผู้บุกรุกที่ธรณีสงฆ์ของวัดได้ ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ คำพิพากษาฎีกาที่ 538/2493 วินิจฉัยว่า นายกเทศมนตรีมีอำนาจฟ้องคดีซึ่งเทศบาลเป็นโจทก์ และลงชื่อแต่งทนายได้

        นอกจากนิติบุคคลจะดำเนินคดีเองโดยทางผู้แทนดังกล่าวแล้ว นิติบุคคลอาจมอบอำนาจให้ผู้ใดดำเนินคดีแทนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญา หรือจะมอบอำนาจให้ร้องทุกข์แทนก็ได้เช่นกัน ทั้งนี้จะเห็นได้จาก คำพิพากษาฎีกาที่ 755/2502 ซึ่งวินิจฉัยว่านิติบุคคลมอบอำนาจให้ร้องทุกข์ได้ และคำพิพากษาฎีกาที่ 787 – 788 /2506 วินิจฉัยว่า ผู้เสียหายไม่ว่าเป็นนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดา ย่อมมอบอำนาจให้ฟ้องคดีอาญาผู้แทนได้

        โดยที่นิติบุคคลมีฐานะต่างหากจากบุคคลธรรมดา หรือต่างหากจากผู้แทนของนิติบุคคล ฉะนั้น เมื่อนิติบุคคลดำเนินคดีในศาลโดยทางผู้แทนก็ดี หรือโดยทางผู้รับมอบอำนาจก็ดี หากต่อมาผู้แทนหรือผู้รับมอบอำนาจตาย นิติบุคคลนั้นก็คงมีอำนาจดำเนินคดีต่อไปได้ เพราะถือว่านิติบุคคลนั้นยังคงเป็นคู่ความอยู่มิได้ตายไปด้วย (คำ พิพากษาฎีกาที่ 480/2502 วัดมอบอำนาจให้ไวยาวัจกรฟ้องคดี ต่อมาไวยาวัจกรตาย ก็ไม่ทำให้ใบแต่งทนายที่ไวยาวัจกรลงชื่อไว้สิ้นสุดไปด้วย ทนายคงดำเนินคดีต่อไปได้ เพราะถือว่าทนายความยังเป็นทนายความของโจทก์อยู่ คำพิพากษาฎีกาที่ 678/2512 เมื่อผู้แทนของนิติบุคคลตาย นิติบุคคลก็ยังคงดำเนินคดีต่อไปได้)

        เมื่อนิติบุคคลมีสิทธิเป็นโจทก์ได้ทั้งในคดีแพ่งและคดีอาญา นิติบุคคลจึงย่อมมีความรับผิดในทางแพ่งและทางอาญาได้เช่นกัน สำหรับความผิดในทางแพ่งนั้น นิติบุคคลจะต้องรับผิดก็เฉพาะแต่เมื่อการกระทำของนิติบุคคลนั้น อยู่ภายในขอบวัตถุประสงค์ของนิติบุคคล ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ หรือตราสารจัดตั้งนิติบุคคลนั้น ๆ และภายใต้บังคับของกฎหมายที่ใให้อำนาจจัดตั้งนิติบุคคลนั้นด้วย หากการใดได้กระทำไปนอกเหนือจากที่กล่าวมานี้ นิติบุคคลย่อมไม่ต้องรับผิด แต่ผู้ที่กระทำการนั้น ซึ่งไม่ว่าจะเป็นผู้แทนหรือบุคคลอื่นอาจต้องรับผิดเป็นส่วนตัวได้ แต่สำหรับความผิดในทางอาญานั้น นิติบุคคลจะต้องรับผิดก็แต่เฉพาะความผิดที่สภาพของความผิดเปิดช่องให้ลงโทษ แก่นิติบุคคลได้ เช่น ความผิดที่มีโทษปรับ หรือริบทรัพย์เป็นต้น หากความผิดใดมีโทษประหารชีวิต หรือจำคุกแต่สถานเดียว นิติบุคคลย่อมไม่อาจจะมีความรับผิดในความผิดเช่นนั้นได้ หรือความผิดใดโดยสภาพจะพึงกระทำผิดได้ เฉพาะแต่บุคคลธรรมดาเท่านั้น เช่นความผิดฐานลักทรัพย์ เบิกความเท็จ นิติบุคคลก็ไม่ต้องรับผิดเช่นกัน นอกจากนี้แม้กรณีจะเข้าหลักเกณฑ์นิติบุคคล อาจต้องรับผิดในทางอาญาได้ดังกล่าวข้างต้นแล้วก็ตาม แต่นิติบุคคลจะรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อการกระทำผิดนั้นได้กระทำ (โดยผู้แทนของนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 75) ไปในการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของนิติบุคคล และนิติบุคคลนั้นได้รับประโยชน์จากการกระทำนั้นด้วย ทั้งนี้จะเห็นจากคำพิพากษาฎีกาต่อไปนี้

        คำพิพากษาฎีกาที่ 787 - 788 / 2506 เจตนาของนิติบุคคลย่อมแสดงออกทางผู้แทนของนิติบุคคล เมื่อผู้แทนของนิติบุคคลแสดงเจตนาอันใด ซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้แทนในทางการของการดำเนินกิจการตามวัตถุที่ ประสงค์ของนิติบุคคล เจตนานั้นก็ผูกพันนิติบุคคล และถือเป็นเจตนาของนิติบุคคลนั่นเอง ฉะนั้น นิติบุคคลจึงอาจมีเจตนาอันเป็นองค์ประกอบความผิดในทางอาญา และการกระทำความผิดซึ่งผู้กระทำต้องมีเจตนารวมทั้งโทษทางอาญาเท่าที่ลักษณะ แห่งโทษเปิดช่องให้ลงแก่นิติบุคคลได้ ซึ่งทั้งนี้ต้องพิจารราตามลักษณะความผิด พฤติการณ์แห่งการกระทำและอำนาจหน้าที่ของผู้แทนนิติบุคคล ประกอบกับวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลเป็นราย ๆ ไป (คดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับการเลียนแบบเครื่องหมายการค้าของผู้อื่น)

        คำพิพากษาฎีกาที่ 1669/2506 บริษัทนิติบุคคลแม้ไม่สามารถทำการทุกอย่างได้เช่นบุคคลธรรมดา แต่ถ้าการกระทำนั้นเป็นไปตามความประสงค์ซึ่งได้จดทะเบียนไว้ และได้รับประโยชน์จากการกระทำนั้นแล้ว ย่อมมีเจตนาในการทำผิดทางอาญาได้ (คดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับการปลอมและใช้เอกสารปลอมในการส่งแร่ไปต่างประเทศ)

        คำพิพากษาฎีกาที่ 59/2507 นิติบุคคลย่อมแสดงความประสงค์ทางผู้แทน เมื่อผู้แทนออกเช็คโดยเจตนาจะมิให้มีการใช้เงินตามเช็ค นิติบุคคลนั้นต้องรับผิดร่วมกับผู้แทนด้วย
        คำพิพากษาฎีกาที่ 584/2508 นิติบุคคลอาจรับผิดทางอาญาร่วมกับบุคคลธรรมดา ซึ่งเป็นกรรมการดำเนินการของนิติบุคคลได้ ถ้าการทำผิดอาญานั้น กรรมการดำเนินงานไปเกี่ยวกับกิจการตามวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลที่ได้จด ทะเบียนไว้ และเพื่อให้นิติบุคคลนั้นได้รับประโยชน์จากการกระทำนั้น

        มีข้อสังเกต ในการฟ้องนิติบุคคลเป็นจำเลย เพียงแต่ระบุชื่อนิติบุคคลเป็นจำเลยเท่านั้นก็พอ หาจำเป็นต้องระบุชื่อผู้แทนของนิติบุคคลไว้ด้วยไม่ ทั้งนี้ตามนัย คำพิพากษาฎีกาที่ 1525/2495 ซึ่งวินิจฉัยว่า การฟ้องนิติบุคคลเป็นจำเลย เพียงแต่ระบุชื่อนิติบุคคลเป็นจำเลย ไม่ระบุชื่อผู้แทนนิติบุคคลมาด้วย ย่อมใช้ได้ เพราะนิติบุคคลย่อมมีผู้ดำเนินการอยู่ในตัวตามกฎหมาย แม้คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้จะวินิจฉัยแต่เฉพาะการฟ้องนิติบุคคลเป็นจำเลย แต่ก็ย่อมจะนำหลักนี้ไปใช้กับการที่นิติบุคคลเป็นโจทก์ฟ้องได้เช่นเดียวกัน กล่าวคือ ระบุชื่อนิติบุคคลเป็นโจทก์เท่านั้นก็พอ อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติมักจะมีการระบุชื่อผู้แทนของนิติบุคคลไว้ด้วยเสมอ

        ก่อนจบ ขอย้ำว่าผู้แทนของนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 75 นั้น หมายถึงผู้แทนผู้มีอำนาจตามกฎหมายที่ก่อตั้งนิติบุคคล หรือตามข้อบังคับ หรือตราสารจัดตั้งนิติบุคคล ในอันที่จะจัดการดูแล หรือทำการใด ๆ ให้มีผลผูกพันนิติบุคคลนั้น ๆ ได้ เช่น รัฐมนตรีเป็นผู้แทนของกระทรวง อธิบดีเป็นผู้แทนของกรม ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้แทนของจังหวัด นายกเทสมนตรีเป็นผู้แทนของเทศบาล เจ้าอาวาสเป็นผู้แทนของวัด ผู้จัดการหรือกรรมการตามข้อบังคับของห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียน หรือตามข้อบังคับของบริษัทจำกัด เป็นผู้แทนของห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียน หรือบริษัทจำกัด ผู้ที่ได้รับมอบหมายตามข้อบังคับของสมาคมให้เป็นผู้จัดการสมาคม เป็นผู้แทนของสมาคม และผู้จัดการมูลนิธิเป็นผู้แทนของมูลนิธิ เป็นต้น และก็อย่าลืมว่า ผู้แทนของนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 75 นั้น ต่างกับตัวแทนตามมาตรา 797 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อย่างมากมาย และไม่สามารถจะนำถ้อยคำไปใช้แทนกันได้เลย

การตีความเอกสาร

เอกสารที่คู่ความอ้างเป็นพยานในศาลนั้น บางฉบับอาจจะทำความหนักใจให้แก่ผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีอยู่บ้าง หากข้อความในเอกสารนั้นกำกวม ไม่ชัดเจน หรือมีความหมายหลายนัยจนไม่อาจหยั่งทราบได้ว่าผู้ทำเอกสารนั้นมีความประสงค์ เช่นไร และการที่จะนำพยานบุคคลมาสืบอธิบายข้อความในเอกสารนั้นบางครั้งก็ไม่ อาจกระทำได้ เพราะหาตัวผู้ทำเอกสารไม่พบ หรือตัวผู้ทำเอกสารตายไปเสียก่อนแล้ว หรือหาตัวบุคคลที่จะมาอธิบายข้อความนั้นไม่ได้ ฉะนั้นจึงเป็นหน้าที่ของศาลเองที่จะต้องตีความว่าเอกสารนั้นมีความหมายเช่นไร


        การตีความหมายนั้นไม่ควรจะถือเอาตามความคิดเห็นโดยลำพังของ ผู้พิพากษาแต่ละท่าน แต่ควรอาศัยหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่กฎหมายบัญญัติไว้ หรือตามแนวคำพิพากษาที่ศาลสูงได้วางไว้เป็นหลัก ถ้าหลักเกณฑ์นั้นยังไม่เพียงพอ ก็ควรถือเอาหลักการตีความที่นักกฎหมายส่วนใหญ่ได้วางไว้เป็นแนวทางประกอบอีก ทางหนึ่งด้วย

        การตีความเอกสารนั้นไม่จำเป็นว่าจะต้องทำเสมอไป ศาลจะตีความก็ต่อเมื่อข้อความในเอกสารนั้นไม่ชัดเจน เคลือบคลุม กำกวม หรือมีความหมายเป็นหลายนัยดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ถ้าเอกสารใดมีข้อความชัดเจนอยู่แล้ว ก็หาจำต้องมีการตีความไม่

        ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเป็นแม่บทใหญ่ในทางแพ่งได้วางหลักเกณฑ์การตีความเอกสารไว้ดังต่อไปนี้
        1. เมื่อข้อความใดอาจตีความได้เป็นสองนัย (หรือหลายนัย) นัยไหนที่จะมีผลบังคับได้ ก็ให้ตีความเอานัยนั้น ตัวอย่างเช่น เอกสารมีข้อความว่าจำเลยได้ยืมเงินโจทก์ไป ข้อความเช่นนี้ยังไม่พอชัดว่าจำเลยได้รับเงินตามที่ยืม ไปแล้วหรือยัง แต่ถ้าจะตีความว่ายืมเงินไปโดยยังมิได้รับเงินนั้นไปก็ดูจะไม่มีผล เพราะผู้ที่ยืมเงินควรจะได้รับเงินไปแล้วจึงเขียนข้อความนั้นไว้ให้ ในกรณีเช่นนี้จึงควรตีความว่า จำเลยได้รับเงินที่ยืมนั้นแล้ว เพราะเป็นการตีความตามนัยที่มีผลกว่า

        การตีความเพื่อให้เป็นผลบังคับได้นี้ ในบางกรณีอาจจะต้องพิจารณาถึงวิธีปฏิบัติซึ่งคู่สัญญาได้ทำต่อกันตลอดมาเป็น เครื่องประกอบด้วย เช่นสัญญาค้ำประกันมีข้อความว่า “การค้ำประกันนี้มีผลใช้สำหรับระหว่างเวลา 2 เดือนนับตั้งแต่วันที่ลงในสัญญาค้ำประกันนี้เป็นต้นไป” ปรากฏว่าโจทก์และลูกหนี้ (จำเลยที่ 1) มีการค้าน้ำมันต่อกันโดยวิธีเปิดบัญชีเจ้าหนี้ลูกหนี้ และคิดเอาจำนวนสินค้าที่ลูกหนี้ได้รับหักกับเงินที่ชำระแล้ว และภาชนะที่ส่งคืนเป็นคราว ๆ ติดต่อกันไป ผู้ค้ำประกันเคยต้ำประกันมาแล้ว 2 ครั้ง โดยแต่ละครั้งระบุจำนวนน้ำมันกี่ถัง ภายในวงเงินเท่าใด ดังนี้ต้องวินิจฉัยว่าระยะเวลา 2 เดือนนั้นหมายถึงระยะ 2 เดือนที่ลูกหนี้รับน้ำมันไปจากโจทก์ ไม่ใช่ว่าลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ภายใน 2 เดือนแล้ว ผู้ค้ำประกันจะหลุดพ้น

        2. เมื่อมีข้อสงสัยต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่คู่กรณีฝ่าายที่จะต้องเป็น ผู้เสียในมูลหนี้ ตัวอย่าง เช่น จำเลยยืมเงินโจทก์ไปหลายคราว ๆ ละ 50 บาท รวมเป็นเงิน 500 บาท จำเลยที่ 2 – 3 – 4 เป็นผู้ค้ำประกัน โดยสัญญาค้ำประกันมีข้อความว่า “ด้วยนายจือซัน (จำเลยที่ 1) ยืมเงินของท่านไป 50 บาท เงินรายนี้เมื่อนายจือซันไม่นำต้นเงินมาส่งใช้ให้แก่ท่านตามกำหนดสัญญาด้วย ประการใด ผู้เป็นนายประกันยอมรับใช้เงินจำนวนนี้ให้ท่านจนครบ” ปัญหามีว่านายประกันจะต้องรับผิดในหนี้เพียง 50 บาท หรือ 500 บาท ที่นายจือซันยืมไปจากโจทก์ทั้งหมด ศาลฎีกาพิพากษาว่าต้องตีความว่า ผู้ค้ำประกันรับผิดเพียง 50 บาท เท่านั้นเพราะเป็นผู้ที่จะต้องเสียในมูลหนี้
        สัญญาย่อมมีว่า โจทก์ยอมให้ที่พิพาทหมายเลข 3 กับที่พิพาทหมายเลข 1 กับที่หมายเลข 2 โจทก์จำเลยตกลงแบ่งกันคนละครึ่ง ต้องตีความว่าโจทก์ยกที่ดินหมายเลข 3 และ 1 ให้จำเลย แต่หมายเลข 2 ให้แบ่งคนละครึ่ง ไม่ใช่ให้แบ่งครึ่งทั้ง 3 แปลง
        ข้อความในเอกสารมีว่า “เงินรายมรดกมารดา ฯลฯ ขอสัญญาว่าจะไม่เกี่ยวข้องมรดกรายนี้” ต้องตีความว่าผู้ให้สัญญาไม่ขอเกี่ยวข้องเฉพาะมรดกที่เป็นเงินเท่านั้น ไม่รวมถึงมรดกที่เป็นที่ดินด้วย
        สัญญากู้กำหนดวันใช้เงินไว้ แต่มีสัญญาซื้อขายรถยนต์อีกฉบับหนึ่ง ระหว่างผู้ใดกู้และผู้กู้มีข้อความว่า เงินกู้รายนั้นให้ใช้คืนเมื่อผู้ให้กู้โอนทะเบียนรถให้ผู้กู้แล้ว 60 วัน ต้องตีความสัญญากู้และสัญญาซื้อขายประกอบกัน และต้องตีความว่าวันครบกำหนดที่ผู้กู้จะใช้เงินคืนวันครบ 60 วันนับตั้งแต่วันโอนทะเบียนรถ เพราะเป็นคุณแก่ผู้กู้

        3. ถ้าในเอกสารลงจำนวนไว้ทั้งตัวเลขและตัวอักษร และตัวเลขกับตัวอักษรไม่ตรงกัน ทั้งไม่มีทางจะรู้ถึงเจตนาอันแท้จริงของผู้ทำเอกสารนั้นได้แล้ว ต้องตีความโดยถือเอาจำนวนที่เป็นตัวอักษรว่าถูกต้อง เช่นข้อความมีว่า “ตกลงขายรถยนต์ในราคา 25,000 บาท (สองหมื่นห้าพันบาท)” ดังนี้ ถ้าผู้ซื้อและผู้ขายเกิดโต้แย้งกัน และไม่มีพยานอื่นที่จะทำให้รู้ราคาขายที่แท้จริงได้ ต้องถือเอาจำนวนตามตัวอักษรเป็นสำคัญ

        4. ถ้าจำนวนในเอกสารมีแต่ตัวเลขอย่างเดียว หรือมีแต่ตัวอักษรอย่างเดียว แต่ตัวเลขหรือตัวอักษรนั้นเขียนไว้หลายแห่งและไม่ตรงกัน เมื่อศาลไม่มีทางรู้ถึงเจตนาอันแท้จริงของผู้ทำเอกสารได้ ต้องตีความตามจำนวนที่น้อยที่สุด เช่นสัญญาเช่ามีว่า “คิดค่าเช่าเดือนละ 500 บาท แต่ถ้าผู้เช่าผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าเดือนละ 500 บาท เมื่อใดถือว่าสัญญาเช่าระงับทันที” ดังนี้เมื่อไม่มีทางทราบว่าคู่สัญญาตกลงค่าเช่ากันเท่าใดแน่ ต้องถือเอาจำนวน 500 บาท ซึ่งเป็นจำนวนน้อยที่สุด

        5. ถ้าเอกสารทำขึ้นเป็นสองภาษา (หรือกว่านั้น) และภาษาหนึ่งเป็นภาษาไทย นอกนั้นเป็นภาษาอื่น แต่ข้อความในภาษาอื่นกับภาษาไทยไม่ตรงกัน และไม่มีทางจะรู้ว่าคู่สัญญาประสงค์จะให้ใช้ข้อความภาษาใดบังคับ ต้องถือเอาข้อความที่เป็นภาษาไทยบังคับ ถ้าปรากฏจากพยานหลักฐานอื่นหรือจากข้อความในเอกสารนั้นเองว่าคู่สัญญา ประสงค์จะให้ใช้ภาษาอื่นบังคับก็ต้องเป็นไปตามนั้น

        6. การตีความเอกสารนั้นต้องเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงของผู้ทำสัญญายิ่งกว่า ถ้อยคำตามตัวอักษร หลักเกณฑ์ข้อนี้นัยว่าเป็นหลักเกณฑ์ที่สำคัญที่สุดในการตีความเอกสาร เพราะถ้ารู้ได้ว่าผู้ทำเอกสารมีเจตนาหรือมีความประสงค์เช่นไรในการใช้ถ้อยคำ หรือข้อความนั้น หากจะต้องมีการตีความก็ควรต้องตีความไปในทางที่ต้องด้วยเจตนารมณ์ของผู้ทำ เอกสารนั้น ๆ แต่อย่างไรก็ตามการค้นหาเจตนาของผู้ทำเอกสารนั้นจะต้องทำก็ต่อเมื่อข้อความ ที่ปรากฏนั้นไม่ชัดเจนพอ ถ้าข้อความนั้นชัดเจนแน่นอนอยู่แล้วก็ต้องถือตามข้อความนั้น จะอ้างว่าผู้ทำเอกสารมีเจตนาเป็นอย่างอื่นมิได้ เพราะมีหลักอยู่ว่าผู้พูดหรือผู้เขียนย่อมพูดหรือเขียนในสิ่งที่ตนประสงค์
        ตัวอย่างเช่น สัญญายอมความมีว่า “โจทก์ยอมให้จำเลยเช่าอยู่ต่อไปอีก 1 ห้อง เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 3 ปี” ปัญหามีว่าข้อความที่ว่า “ให้จำเลยเช่าอยู่ต่อไป” นั้น จะหมายถึงให้เช่าเพื่ออยู่อาศัยต่อไปหรือจะหมายถึงให้เช่า (เพื่อทำอะไรก็ได้) ต่อไปโดยคำว่าอยู่เป็นเพียงประกอบคำว่าต่อไปเท่านั้น ไม่ใช่ประกอบคำว่าเช่า ดังนี้ต้องเพ่งเล็งถึงเจตนาของผู้ให้เช่าและผู้เช่าประกอบด้วย เมื่อปรากฏว่าจำเลยเปิดร้านขายน้ำมันและมีปั๊มน้ำมันมาก่อนแล้ว ต้องตีความว่า ผู้ให้เช่ายอมให้ผู้เช่า เช่าเพื่อการค้าน้ำมันตามเดิมนั่นเองมิใช่เช่าเพื่ออยู่อาศัยอย่างเดียว
        สัญญาเช่าเรือมีว่า ผู้เช่าต้องรับผิดต่อผู้ให้เช่าในความเสียหายที่เกิดแก่เรือที่เช่า เว้นแต่การสึกหรอโดยปกติของการใช้นั้น ปรากฏว่าเรือนั้นได้จมเพราะคลื่นลมจัดอันเป็นเหตุสุดวิสัย จึงมีปัญหาว่าข้อความในสัญญานั้นจะกินความถึงความเสียหายทุกประการที่เกิด ขึ้น อันรวมทั้งความเสียหายที่เกิดจากเหตุสุดวิสัยด้วยหรือไม่ โดยที่ข้อความในสัญญานั้นไม่มีข้อความใดนอกเหนือไปจากความรับผิดตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 526 ฉะนั้นจึงแสดงว่าผู้ให้เช่าไม่มีเจตนาจะให้ผู้เช่าต้องรับผิดในความเสียหาย ที่เกิดขึ้นทุกกรณี เมื่อความเสียหายเกิดจากเหตุสุดวิสัย ผู้เช่าจึงไม่ต้องรับผิด

        7. การตีความสัญญานั้นต้องตีความไปตามความประสงค์ของคู่สัญญาในทางสุจริตโดย ต้องพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย เช่น ถ้าสัญญาขนส่งมิได้ระบุไว้ว่า ถ้าขนสินค้าไม่เสร็จภายในกำหนดจะต้องเสียค่าเสียเวลาหรือไม่ เมื่อมีปํญหาเกิดขึ้นและคู่สัญญานำสืบได้ว่าประเพณีการขนส่งมีว่าต้องขน สินค้าให้เสร็จใน 7 วัน ถ้าขนไม่เสร็จต้องคิดค่าเสียเวลา 3 วันแรก 50% เพิ่มขึ้นอีก และผู้จ้างกับผู้รับจ้างก็เข้าใจประเพณีนี้ดีอยู่แล้ว ดังนี้ต้องตีความสัญญานั้นว่ากรณีเช่นนี้ผู้จ้างต้องรับผิดตามประเพณีนั้น แต่ถ้าประเพณีนั้นคู่สัญญาอีกฝ่ายไม่ทราบจะนำประเพณีนั้นมาใช้นอกเหนือไปจาก ข้อความในสัญญามิได้

        8. ถ้าเอกสารนั้นเป็นพินัยกรรม และข้อความในพินัยกรรมอาจตีความได้เป็นหลายนัย ต้องตีความตามนัยที่จะให้ผลสมตามความประสงค์ของผู้ทำพินัยกรรมให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ เช่น ผู้ทำพินัยกรรมมีภริยาที่มิได้จดทะเบียนสมรสอยู่ 2 คน คนหนึ่งได้เลิกร้างกันไปแล้ว อีกคนหนึ่งยังอยู่กินด้วยกัน และผู้ทำพินัยกรรมได้ทำพินัยกรรมขณะที่อยู่กินกับภริยาคนหลังนี้ว่า “เมื่อตายแล้วให้ทรัพย์สินทั้งหมดตกได้แก่ภริยาข้าพเจ้า” คำว่า ภริยานี้อาจจะหมายถึงภริยาทั้งสองของผู้ตายก็ได้ แต่โดยที่ผู้ตายทำพินัยกรรมขณะอยู่กินกับภริยาคนหลัง และภริยาคนแรกก็เลิกร้างไปแล้ว จึงต้องตีความว่าผู้ตายเจตนาจะทำพินัยกรรมให้ภริยาคนหลังนี้แต่ผู้เดียว

        9. ถ้าผู้รับพินัยกรรมเป็นผู้ที่ผู้ทำพินัยกรรมได้กำหนดคุณสมบัติไว้ และมีผู้ที่มีคุณสมบัติเช่นนั้นหลายคน ถ้าไม่อาจจะหยั่งทราบเจตนาหรือความประสงค์อันแท้จริงของผู้ทำพินัยกรรมได้ แล้ว ต้องตีความว่าผู้ที่มีคุณสมบัติเช่นนั้นทุกคนมีส่วนได้ทรัพย์ตามพินัยกรรม เท่า ๆ กัน เช่น ผู้ทำพินัยกรรมทำพินัยกรรมให้แก่ “หลานข้าพเจ้าที่เป็นตำรวจ” ปรากฏว่าผู้ทำพินัยกรรมมีหลานที่เป็นตำรวจอยู่ 3 คน ดังนี้ต้องตีความว่าทั้งสามคนมีส่วนได้ทรัพย์เท่า ๆ กัน
        นอกจากหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังกล่าวข้าง ต้นแล้ว ในกรณีที่เอกสารมิได้กล่าวถึงข้อความอย่างหนึ่งอย่างใดไว้ แต่มีกฎหมายบัญญัติข้อความที่มิได้กล่าวถึงนั้นไว้แทนแล้ว การตีความเอกสารนั้นก็ต้องนำข้อความที่กฎหมายบัญญัติไว้นั้นไปเพิ่มเติมเข้า ด้วย
        เช่น สัญญากู้กำหนดไว้ว่าจะต้องเสียดอกเบี้ยให้ แต่จำนวนเท่าใดมิได้เขียนไว้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ได้บัญญัติไว้แล้วว่าในกรณีเช่นนี้ให้ใช้อัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ฉะนั้นจึงต้องคิดดอกเบี้ยให้ตามที่มาตรา 7 ได้บัญญัติไว้
        ทำสัญญาปลูกอาคารให้เสร็จใน 5 เดือน แต่มิได้ระบุไว้ว่าเดือนหนึ่งถือเอากี่วันเป็นเกณฑ์ ก็ต้องนำ มาตรา 159 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งบัญญัติว่า “ถ้าระยะเวลานับเป็นสัปดาห์ก็ดี เดือนหรือปีก็ดี ท่านให้คำนวณตามปฏิทินในราชการ” มาใช้ กล่าวคือ 5 เดือนนั้น คือ 5 เดือนตามปฏิทิน
        ทำสัญญาซื้อขายที่ดินว่าจะไปจดทะเบียนการซื้อขายในวันที่ 1 คำว่าวันที่ 1 นั้น ต้องตีความว่าภายในเวลาราชการเท่านั้น เพราะเป็นการจดทะเบียนต่อสถานที่ราชการ ทั้งนี้โดยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 162 บัญญัติไว้ว่า ในทางความในทางราชการ และทางค้าขายนั้น วัน หมายความว่าเวลาทำงานตามปกติ
        ทำสัญญาซื้อข้าวสาร 100 กระสอบ มิได้ระบุว่าเป็นข้าวชนิดใด และไม่ปรากฏว่า ผู้ซื้อและผู้ขายเคยติดต่อซื้อขายข้าวกันมาก่อน ทั้งไม่อาจทราบเจตนาของผู้ซื้อได้ว่าประสงค์ข้าวชนิดใด ก็ต้องนำมาตรา 195 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้ คือผู้ขายต้องส่งมอบข้าวชนิดปานกลาง
        ที่กล่าวมานี้เป็นหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติไว้ แต่หลักเกณฑ์ดังกล่าวยังหาเพียงพอที่จะทำให้การตีความเอกสารได้ผลไปทุกกรณี ไม่ ฉะนั้นจึงควรอาศัยหลักเกณฑ์ที่นักกฎหมายส่วนใหญ่ได้วางไว้แล้วมาเป็นเครื่อง ช่วยเหลืออีกทางหนึ่งด้วย หลักเกณฑ์เช่นว่านี้ จำเป็นต้องอ้างอิงหลักเกณฑ์ของนักกฎหมายต่างประเทศ เพราะได้รับการรับรองมาชำนาญและเป็นสากลแล้ว

        หลักเกณฑ์ต่อไปนี้ ผู้เขียนได้นำมาจากหลักทั่วไป และหลักย่อยในการตีความในหนังสือชื่อ The Construction of Deeds and Statues โดย Sir Charles E. Odgers, M.A.B.C.L., of Middle Temple, Barrister – at – Law
หลักทั่วไป


        1. ความหมายของเอกสารหรือส่วนหนึ่งส่วนใดนั้นจะต้องตีความเอาจากเอกสารนั้นเอง หลักนี้เป็นหลักประการแรกที่ต้องใช้ในการตีความ กล่าวคือการจะค้นหาเจตนาของผู้ทำเอกสารนั้น เบื้องแรกต้องค้นเจตนาเอาจากถ้อยคำหรือข้อความที่ปรากฏในเอกสารนั้นเสียก่อน ทั้งนี้เพราะข้อความหรือถ้อยคำที่แสดงออกนั่นแหละคือเจตนาของผู้ทำเอกสาร นั้น หลักมีอยู่ว่า ศาลไม่มีหน้าที่เดาเจตนาของคู่สัญญานอกเหนือไปจากข้อความที่แสดงออก มิฉะนั้นจะกลายเป็นว่าศาลเป็นผู้ทำเอกสารนั้นเสียเอง

        2. ถ้าถ้อยคำที่ใช้ในเอกสารไม่ชัดเจนหรือกำกวม ต้องตีความตามเจตนาของผู้ทำเอกสารนั้น ทั้งนี้หมายความว่าในเบื้องแรกต้องใช้หลักข้อ 1 ก่อน คือค้นหาเจตนาของผู้ทำเอกสารจากข้อความที่ปรากฏอยู่ในเอกสารนั้น แต่ถ้าเจตนาที่ค้นได้นั้นเกิดขัดแย้งหรือไม่ตรงกับถ้อยคำที่ใช้ในตอนใดแล้ว ต้องถือเอาเจตนานั้นเป็นสำคัญยิ่งกว่าถ้อยคำ หลักนี้ก็ตรงกับมาตรา 132 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของเรานั่นเอง หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การตีความต้องตีตามถ้อยคำที่ใช้ในเอกสาร แต่ต้องให้สอดคล้อง หรือใกล้เคียงกับเจตนาของผู้ทำเอกสารให้มากที่สุด เช่นผู้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์ทั้งหมดให้แก่หลานชายคนหนึ่งและ “บุตรทั้งสามคนของลูกผู้พี่ของข้าพเจ้า” โดยให้ได้รับเท่า ๆ กัน ปรากฏว่า ลูกผู้พี่ของเจ้ามรดกมีบุตรทั้งหมดสี่คนซึ่งยังมีชีวิตอยู่ และทุกคนก็ถูกกันดีกับเจ้ามรดก ดังนี้ถือว่าเจ้ามรดกมีเจตนาจะยกทรัพย์ให้แก่บุตรทุกคนของลูกผู้พี่นั้น
        การตีความให้ต้องตามเจตนาของผู้กระทำเอกสารนั้น ก็เพื่อให้เจตนาของผู้กระทำบรรลุผล ตามนัยสุภาษิตที่ว่า Ut res magis valeat guam pereat (It is better for a thing to have effect than to be made void) ซึ่งหมายความว่า ตีความให้เป็นผลดีกว่าที่จะตีความให้ไร้ผล อันตรงกับ มาตรา 10 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของเรา ดังกล่าวมาแล้ว โดยการตีความให้เป็นผลเช่นนี้ ถ้าสัญญาอาจตีความได้เป็นสองนัย นัยหนึ่งชอบด้วยกฎหมาย อีกนัยหนึ่งขัดต่อกฎหมาย ศาลต้องตีความไปตามนัยที่ชอบด้วยกฎหมาย

        3. ถ้อยคำที่ใช้ในเอกสารต้องตีความตามความหมายของถ้อยคำนั้น ๆ ความหมายของถ้อยคำนั้นมิใช่จะถือเอาความหมายตามพจนานุกรม หรือความหมายของนักภาษาศาสตร์ หากแต่ถือเอาความหมายที่รู้กันอยู่ทั่วไปในขณะทำเอกสารนั้นเป็นสำคัญ แต่ถ้าผู้ทำเอกสารนั้นได้ให้ความหมายพิเศษสำหรับถ้อยคำนั้นไว้ก็ต้องเป็นไป ตามนั้น เช่น ถ้อยคำที่ใช้ในการค้าบางประเภทเป็นต้น หรือถ้าผู้ทำเอกสารชอบใช้ถ้อยคำให้มีความหมายแตกต่างไปจากความหมายธรรมดา อยู่เสมอ ก็ต้องตีความไปตามความหมายที่ผู้ทำเอกสารชอบใช้นั้น
        การตีความถ้อยคำตามความหมายธรรมดาของถ้อยคำนั้น หากจะทำให้ความหมายนั้นขัดแย้งหรือไม่ลงรอยกับข้อความอื่นในเอกสารนั้นแล้ว ก็ต้องตีความหมายของถ้อยคำให้ลงรอยกับข้อความอื่น ๆ ในเอกสารนั้นด้วย

        4. ความหมายของถ้อยคำที่ใช้ในเอกสารนั้นย่อมสุดแล้วแต่พฤติการณ์ทั่ว ๆ ไปของคู่สัญญาด้วย เช่น คู่สัญญาคือใคร ได้ทำสัญญาหรือเอกสารในพฤติการณ์เช่นไร และคู่สัญญาชอบใช้ถ้อยคำให้มีความหมายเป็นพิเศษอย่างไรบ้าง ฉะนั้นจึงอาจนำพยานอื่นมาสืบประกอบ เพื่อหาความหมายอันแท้จริงของถ้อยคำได้ แต่ทั้งนี้เพียงเพื่อให้อธิบายความหมายของถ้อยคำ ในเมื่อถ้อยคำนั้นมีข้อสงสัยเท่านั้น หาใช่นำมาเพื่อให้ตีความเอกสารนั้นไม่
        ตามปกติพยานอื่นจะยอมให้นำมาสืบได้แต่เพียงในกรณีต่อไปนี้ คือ         (1) ถ้าเอกสารนั้นทำเป็นภาษาต่างประเทศ ยอมให้นำพยานมาสืบถึงความหมายอันแท้จริงของถ้อยคำที่เป็นภาษาต่างประเทศนั้นได้
        (2) ถ้าถ้อยคำที่ใช้เป็นคำเฉพาะในศิลปหรือวิชาการ และได้ใช้ในเรื่องที่เกี่ยวกับศิลปหรือวิชาการนั้น ๆ แล้ว ก็ยอมให้นำพยานอื่นมาสืบอธิบายความหมายโดยเฉพาะของคำนั้นได้
        (3) ถ้าเป็นถ้อยคำที่เกี่ยวกับการค้า พยานอื่นที่เกี่ยวกับประเพณีการค้า และความหมายทางการค้าของถ้อยคำย่อมนำมาสืบได้
        (4) ถ้าเป็นเอกสารโบราณ และถ้อยคำที่ใช้นั้นอาจมีความหมายแตกต่างไปจากความหมายในสมัยปัจจุบัน ก็ยอมให้นำพยานอื่นมาสืบอธิบายความหมายได้ อย่างไรจึงจะถือว่าเป็นเอกสารโบราณ เพื่อประโยชน์ในการยอมให้นำพยนอื่นมาสืบประกอบได้นั้น Evidence Act, 1938 มาตรา 4 ถือเอาเอกสารที่มีอายุกว่า 20 ปี

        5. เป็นการนำสืบถึงพฤติการณืแวดล้อมเกี่ยวแก่เอกสารที่จะต้องตีความนั้น เช่น นำสืบถึง ตัวบุคคล สิ่งของ หรือสถานที่ที่ปรากฏในเอกสาร และข้อเท็จจริงประการอื่นอันจะทำให้ศาลสามารถเข้าไปอยู่ในสถานะของผู้ทำ เอกสารนั้นได้ใกล้เคียงที่สุดเท่าที่จะทำได้
        ถ้าถ้อยคำที่จะต้องตีความนั้นมีคำนิยาม หรือคำอธิบายไว้แล้วในกฎหมาย ก็ไม่ยอมให้นำพยานอื่นมาสืบอธิบายอีก ต้องตีความไปตามคำนิยามหรือคำอธิบายของกฎหมายนั้น ๆ

        6. คำเฉพาะในภาษากฎหมาย ย่อมมีความหมายตามภาษากฎหมายที่ใช้อยู่ ฉะนั้น ถ้ามีข้อความเช่นนี้ในเอกสารก็ต้องถือว่าผู้ทำเอกสารประสงค์จะให้ถ้อยคำมี ความหมายตามภาษากฎหมายเช่นนั้น แม้ว่าอาจจะไม่ตรงกับความประสงค์ของผู้ทำเอกสารก็ตาม
        7. เอกสารต้องตีความเอาจากข้อความทั้งหมดรวมกัน มิใช่แยกตีความเป็นตอน ๆ ไป กล่าวคือต้องอ่านเอกสารนั้นทั้งฉบับแล้วจึงตีความหาเจตนาของผู้ทำเอกสารนั้น ถ้าเอกสารนั้นมีหลายฉบับและเกี่ยวข้องกัน ก็ต้องอ่านเอกสารทุกฉบับนั้นประกอบกันด้วย

        ถ้าเอกสารเป็นแบบพิมพ์ และผู้ทำเอกสารได้กรอกข้อความเป็นตัวเขียนหรือคำพิมพ์ดีดลงไปในแบบพิมพ์นั้น ถ้ามีการตีความ ต้องถือเอาตัวเขียนหรือตัวพิมพ์ดีดเป็นสำคัญ เพราะถือว่าเป็นถ้อยคำที่ผู้ทำเอกสารใช้เพื่อแสดงเจตนาของตน ตัวอย่างเช่น ผู้ซื้อได้ตกลงซื้อไม้จากผู้ขาย และข้อความในสัญญาซื้อขายที่เป็นตัวพิมพ์มีว่า “ถ้าส่งไม้ไม่เต็มระวางบรรทุกของเรือ ผู้ซื้อจะต้องรับไม้จำนวนนั้น แต่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนสำหรับไม่ที่ส่งต่ำกว่าระวางบรรทุก” และมีข้อความพิมพ์ด้วยพิมพ์ดีดว่า “ขายตามจำนวนที่บรรทุกมาในเรือ ไม้ที่มิได้ส่งลงเรือถือว่า งด” ผู้ขายส่งไม้ต่ำกว่าจำนวนระวางบรรทุก ผู้ซื้อฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทน ศาลพิพากษาว่า สัญญานี้ให้สิทธิผู้ขายที่จะบรรทุกไม้ลงเรือหรือไม่ก็ได้ แต่ถ้าบรรทุกลงเรือแล้วก็ถูกผูกมัดที่จะต้องขายให้ผู้ซื้อ หากบรรทุกไม้ไม่เต็มระวางบรรทุก ผู้ซื้อก็ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนแต่อย่างใด

        8. เพื่อให้การตีความเป็นไปตามเจตนาของผู้ทำเอกสารมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ บางกรณีศาลอาจต้องเติมคำเพิ่มขึ้น เพื่อให้อ่านได้ความ หรือไม่รับฟังคำบางคำที่ขัดแย้งกับข้อความอื่น หรืออาจจัดวางถ้อยคำเสียใหม่ให้อ่านได้ความก็ได้ เช่น กู้เงินไป 70 ปอนด์ “สัญญาจะส่งใช้เดือนละ 7” ศาลก็เติมคำว่า “ปอนด์” ต่อท้ายคำว่า 7 ให้ เพราะถือว่าเป็นเจตนาของผู้กู้เช่นนั้น หรือเช่นสัญญาเช่าที่ให้เช่าทรัพย์แก่ผู้เช่าสองคน “ร่วมกันและแยกกัน” คำว่าแยกกันต้องถือว่าไม่มี หรือเช่นจำเลยสัญญาจะชำระค่าเสียหายให้โจทก์ แต่มีข้อความต่อไปว่า “โดยจะไม่ทำให้เกิดความรับผิดเป็นการส่วนตัวขึ้นแก่จำเลย” ดังนี้ถือว่าข้อความตอนนี้ต้องตัดออก เพราะเป็นการขัดกับข้อความตอนแรกที่ว่าจำเลยจะชำระค่าเสียหายให้ การชำระค่าเสียหายย่อมเป็นการรับผิดส่วนตัว ถ้าไม่ตัดข้อความตอนนี้ออก ข้อสัญญาของจำเลยก็ไร้ผล

หลักย่อย

  1. ถ้าข้อความที่แสดงออกมีกฎหมายกล่าวไว้แล้ว ข้อความนั้นก็ไม่จำเป็นและไม่จำต้องสนใจ
  2. เมื่อมีกฎหมายกล่าวไว้แล้ว ข้อความที่แสดงการให้สิทธิหรือเสรีภาพย่อมไม่ถือว่าจำกัดหรือลบล้างความที่ กฎหมายกล่าวไว้ เช่น ยกที่ดินให้แก่ผู้รับ และให้ผู้รับมีสิทธิขุดถ่านหินในที่ดินนั้นได้ ข้อความที่ให้มีสิทธิขุดถ่านหินในที่ดินนั้นได้ไม่หมายความว่าจะตัดสิทธิ อื่นของผู้รับที่มีตามกฎหมายในฐานะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน
  3. เมื่อมีข้อความตกลงอย่างใดโดยแจ้งชัดแล้ว ถือว่าข้อตกลงนั้นเป็นความประสงค์ทุกอย่างของผู้ให้ข้อตกลง จึงถือว่าไม่ประสงค์ข้อความอื่นนอกไปจากที่ตกลงไว้ หลักเช่นว่านี้มาจากสุภาษิตลาตินที่ว่า Expressum facit cessare tacitum (When there is express mention of certain things then anything not mentioned is exclude) ซึ่งหมายความว่า เมื่อมีข้อความชัดแจ้งกล่าวถึงสิ่งใดไว้แล้ว สิ่งอื่นที่มิได้กล่าวไว้ย่อมถือว่าไม่ประสงค์ เช่น โอน “โรงหลอมเหล็กและบ้าน 2 หลัง พร้อมด้วยเครื่องอุปกรณ์ที่ติดอยู่กับบ้านให้” ย่อมไม่หลายความว่าจะโอนเครื่องอุปกรณ์ที่ติดอยู่กับโรงหลอมเหล็กให้ด้วย
  4. ข้อความที่กล่าวถึงบุคคลหรือสิ่งใดโดยชัดเจนแล้ว ย่อมถือว่าไม่ประสงค์ให้กินความถึงบุคคลหรือสิ่งอื่นในประเภทเดียวกันซึ่งมิ ได้กล่าวไว้ หลักข้อนี้มาจากสุภาษิตลาตินที่ว่า Expressio unius personae vel rei, est exclusio alterius (The express mention of one person or thing is the exclusion of another)
  5. ถ้อยคำต้องตีความไปในทางที่เป็นโทษแก่ผู้ให้ถ้อยคำนั้น ซึ่งหมายความว่า ถ้าใช้หลักการตีความทุกอย่างมาช่วยแล้วยังไม่อาจทราบความหมายอันแท้จริงของ ถ้อยคำที่ใช้ได้ ก็ต้องถือเอาความหมายที่เป็นโทษแก่ผู้ให้ถ้อยคำหรือผู้ทำเอกสารนั้น หลักนี้นำไปใช้กับข้อความที่เป็นข้อยกเว้นในเอกสารด้วย กล่าวคือข้อยกเว้นที่กล่าวไว้ถือว่ามีขึ้นเพื่อประโยชน์ของผู้ทำ จึงต้องกล่าวไว้ให้ชัดเจนไม่กำกวม ดังนั้นเมื่อมีข้อสงสัยจึงต้องตีความให้เป็นผลดีแก่ผู้สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง เช่นผู้รับจ้างขนของที่มีข้อความจำกัดความรับผิดไว้ แต่มิได้เขียนให้ชัดเจนพอที่จะคุ้มถึงความรับผิดในความประมาทเลินเล่อของตน ก็ต้องตีความว่า ข้อจำกัดความรับผิดนั้นเฉพาะแต่ในกรณีอื่น ซึ่งไม่ใช่กรณีประมาทเลินเล่อ ในคดีหนึ่ง โจทก์จ้างรถสามล้อเครื่องบรรทุกของจากจำเลย สัญญามีข้อยกเว้นไว้ว่า “สัญญานี้ไม่ทำให้จำเลยต้องรับผิดในกรรีที่ผู้ขับขี่บาดเจ็บอันเนื่องจากรถ” ปรากฏว่าขณะที่โจทก์ขี่รถนั้นอานรถได้เลื่อนกระดกไปข้างหน้า จนโจทก์ตกลงไปบาดเจ็บ ศาลวินิจฉัยว่าข้อยกเว้นนี้ไม่กินความถึงความรับผิด เพราะความประมาทของจำเลย ฉะนั้นจำเลยจึงไม่ต้องรับผิด
        หลักการตีความจากหนังสือดังกล่าวมาข้างต้นนี้ แม้จะเป็นหลักของต่างประเทศ แต่ก็เป็นหลักสากลและมิได้ขัดแย้งกับหลักที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์แต่อย่างใด จึงย่อมจะนำมาใช้ประกอบการตีความเอกสารของศาลเราได้ตามความจำเป็นเท่าที่ศาล ผู้พิจารณาคดีจะพิเคราะห์เห็นเป็นการเหมาะสมและยุติธรรม

การแจ้งเกิด

ผู้แจ้ง
        เด็กเกิดในบ้าน เป็นหน้าที่ของ ผู้เป็นเจ้าบ้าน
        เด็กเกิดนอกบ้าน เป็นหน้าที่ของ มารดาเด็กหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย
        เด็กเกิดที่โรงพยาบาล เป็นหน้าที่ของ โรงพยาบาลจะออกใบรับรองการเกิดให้บิดาหรือมารดา เพื่อนำไปแจ้งการเกิดที่สำนักทะเบียนที่โรงพยาบาลนั้นตั้งอยู่ ยกเว้น โรงพยาบาลแห่งที่ทำความตกลงกับสำนักงานเขตอาจเป็นผู้ดำเนินการแจ้งเกิดให้


กำหนดเวลาการแจ้งเกิด
        ต้องแจ้งชื่อของเด็กพร้อมการเกิดภายใน ๑๕ วัน นับแต่ วันที่เด็กเกิด

สถานที่แจ้งเกิด
        เด็กที่เกิดในเขตเทศบาล แจ้งที่สำนักงานทะเบียนซึ่งตั้งอยู่ที่สำนักงานเทศบาลนั้นเอง
        เด็กที่เกิดนอกเขตเทศบาล แจ้งที่ที่ว่าการอำเภอหรือที่สำนักงานทะเบียนที่ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้ง เช่น เขตกรมทหาร
        เด็กที่เกิดในกรุงเทพมหานคร แจ้งที่สำนักงานทะเบียนท้องถิ่นซึ่งตั้งอยู่ที่สำนักงานเขต
        เด็กซึ่งเป็นบุตรบุคคลสัญชาติไทยที่เกิดในต่างประเทศ ถ้าต้องการให้บุตรมีสัญชาติไทยต้องแจ้งต่อสถานกงสุลไทย หรือสถานฑูตไทย ณ ประเทศนั้น ๆ เนื่องจากสถานกงสุลไทย หรือสถานฑูตไทย เป็นสำนักงานทะเบียนในต่างประเทศ
หลักฐานที่ต้องนำไปแสดง
        กรณีเกิดที่บ้าน
        ๑. บัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าบ้านและของบิดามารดาเด็ก
        ๒. สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
        กรณีเกิดนอกบ้าน
        ๑. บัตรประจำตัวประชาชนของมารดาเด็ก
        ๒. สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
        ๓. บัตรประจำตัวประชาชนผู้ที่ได้รับมอบหมาย (กรณีมารดาเด็กไม่ได้ไปแจ้งเกิดด้วยตนเอง)
        กรณีเกิดที่โรงพยาบาล
        ๑. บัตรประจำตัวประชาชนของบิดามารดาเด็กและผู้แจ้ง (กรณีที่บิดามารดาไม่สามารถไปแจ้งได้ด้วยตนเอง)
        ๒. สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านที่จะนำเด็กย้ายเข้า
        ๓. หนังสือรับรองการเกิดของผู้รักษาพยาบาลโดยอาชีพ
        ๔. อายุ สัญชาติ
ค่าธรรมเนียม
        การแจ้งเกิดไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใด ๆ
โทษของการไม่แจ้งเกิด
        การไม่แจ้งเกิดภายในกำหนดเวลามีความผิด และมีโทษปรับไม่เกิน ๒๐๐ บาท
การแจ้งเกิดเกินกำหนด
        หลักฐานที่ต้องนำไปแสดงกรณีเป็นบุตรของบุคคลที่มีสัญชาติไทย
        ๑. สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
        ๒. บัตรประจำตัวประชาชน
        ๓. หลักฐานที่แสดงว่าบิดามารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย เช่น ทะเบียนบ้าน ทะเบียนทหาร สูติบัตร ใบสุทธิ
        ๔. พยานเอกสาร ได้แก่ ใบรับรองการเกิด ทะเบียนนักเรียน(ถ้ามี)
        ๕. พยานบุคคลผู้รู้เห็นการเกิด ได้แก่ บิดามารดา ผู้ทำคลอด เจ้าบ้าน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้รู้เห็นการเกิดอื่น ๆ เช่น ญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน โดยต้องมีพยานบุคคลอย่างน้อย ๒ คน พร้อมบัตรประจำตัวประชาชน
        หลักฐานที่ต้องนำไปแสดงกรณีเป็นบุตรของบุคคลต่างด้าว
        ๑. เช่นเดียวกับผู้มีสัญชาติไทยทั้ง ๕ ข้อ
        ๒. ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้ายของบิดามารดา
        ๓. รูปถ่ายเด็กที่ขอแจ้งเกิด ขนาด ๒"x๓" จำนวน ๒ ภาพ
        ๔. รูปถ่ายทั้งครอบครัวของเด็กที่ขอแจ้งเกิด จำนวน ๑ รูป โดยระบุชื่อและความสัมพันธ์กับเด็กทุกคนไว้ด้านหลังรูป
        ๕. หลักฐานการพิสูจน์ตัวบุคคลที่เกิดแต่ไม่ได้แจ้งเกิดภายในกำหนดเวลา เช่น ทะเบียนนักเรียน
        ๖. เอกสารหลักฐานต่าง ๆ หากเป็นสำเนาของหน่วยราชการให้หน่วยราชการนั้นเป็นผู้รับรองให้เรียบร้อย
โทษของการไม่แจ้งเกิด
        การไม่แจ้งเกิดภายในกำหนดเวลามีความผิด และเสียค่าปรับ ไม่เกิน ๒๐๐ บาท

หมายเหตุ
        เมื่อนายทะเบียนตรวจสอบหลักฐานและสอบสวนข้อเท็จจริงเปรียบเทียบปรับ (กรณีแจ้งเกิดเกินกำหนดเวลา) และได้รับอนุมัติจากกระทรวงมหาดไทย (กรณีบุตรบุคคลต่างด้าว)แล้ว นายทะเบียนจะออกสูติบัตรพร้อมทั้งเพิ่มชื่อเด็กในทะเบียนบ้าน
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
  • www.siamlaw.com

การโอนกรรมสิทธิ์ในสัญญาซื้อขาย

ปัญหาว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายจะโอนไปยังผู้ซื้อ เมื่อใดนั้นเป็นปัญหาที่ยุ่งยากมาก แม้ว่าจะมีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติในเรื่องนี้ไว้อยู่ไม่กี่มาตรา ก็ตาม และโดยเฉพาะที่บัญญัติโดยตรงในเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์ก็มีอยู่เพียง 3 มาตราเท่านั้น คือมาตรา 498 มาตรา 459 และมาตรา 460




        เพื่อประโยชน์ในการทำความเข้าใจในปัญหาข้างต้น ขอแยกปัญหาของการโอนกรรมสิทธิ์ในสัญญาซื้อขายแต่ละประเภทดังนี้
  1. สัญญาซื้อขายทรัพย์เฉพาะสิ่ง
  2. สัญญาซื้อขายทรัพย์ที่ยังมิได้กำหนดไว้แน่นอน
  3. สัญญาซื้อขายทรัพย์เฉพาะสิ่งซึ่งตามกฎหมายจะต้องทำเป็นหนังสือ และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
  4. สัญญาซื้อขายที่มีเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลา และ
  5. สัญญาซื้อขายในกรณีพิเศษ คือ สัญญาซื้อขายตามตัวอย่าง สัญญาซื้อขายตามคำพรรณนา สัญญาซื้อขายเผื่อชอบ สัญญาซื้อขายทอดตลาด สัญญาซื้อขาย F.O.B. สัญญาซื้อขาย C.I.F. และสัญญาซื้อขาย Ex. Ship
ที่มาจาก : panyathai.or.th

สัญญาซื้อขายทรัพย์เฉพาะสิ่ง

คำว่าทรัพย์เฉพาะสิ่งนี้ แม้จะมีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 460 วรรคสอง แต่ก็มิได้มีบทนิยามหรือคำอธิบายความหมายไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ประการใดไม่ ผิดกับกฎมหายของอังกฤษคือ The Sale of Goods Act, 1893. ซึ่งมีบทนิยามของทรัพย์เฉพาะสิ่งไว้ในมาตรา 62 ว่า หมายถึง ทรัพย์ที่ได้บ่งตัวทรัพย์และซึ่งได้ตกลงกันไว้ในขณะทำสัญญาซื้อขาย (goods dentified and agreed upon at the time a contract of sale a made)


แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะมีบทนิยามไว้เช่นนั้น ก็ยังมีปัญหาเกี่ยวกับคำว่าบ่งตัวทรัพย์ (identified) ว่าจะต้องเป็นการบ่งแน่นอนเพียงใด ในคดี Kwsell v. Timber Operators & Contractors, Ltd; โจทก์ขายต้นไม้ในป่าแห่งหนึ่งให้จำเลย โดยจะต้องทำการวัดกันเสียก่อน จำเลยมีสิทธิที่จะตัดและขนไม้ไปได้ภายใน 15 ปี ต่อมามีกฎหมายออกมาให้ป่าไม้นั้นตกเป็นของแผ่นดิน ศาลอุทธรณ์ของอังกฤษตัดสินว่า กรรมสิทธิ์ในต้นไม้ยังไม่โอนเป็นของจำเลย เพราะยังถือไม่ได้ว่าเป็นทรัพย์ที่บ่งตัวทรัพย์ไว้แน่นอน เนื่องจากว่าสัญญาซื้อขายระบุขายเฉพาะต้นไม้ที่จะได้วัดกันแล้วเท่านั้น มิได้ตกลงขายเหมาต้นไม้ทั้งหมด

        เมื่อกฎหมายไทยมิได้มีบทนิยามเช่นนี้ คำว่าทรัพย์เฉพาะสิ่งจึงต้องมีความหมายอย่างเช่นคนธรรมดาสามัญเข้าใจกัน คือหมายถึงทรัพย์ที่ระบุเจาะจงลงไปว่าเป็นทรัพย์อะไร เช่น รถยนต์ ทรัพย์สิ่งใด เช่น รถยนต์คันไหน และทรัพย์จำนวนเท่าใด เช่น รถยนต์คันนั้น 1 คัน เป็นต้น หากระบุแต่เพียงรถยนต์ 1 คันเท่านั้น โดยไม่รู้ว่าเป็นรถยนต์คันไหน รถยนต์ 1 คันนั้น หาใช้ทรัพย์เฉพาะสิ่งไม่ เพราะยังกำหนดมิได้ว่าเป็นรถยนต์คันใด หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ทรัพย์เฉพาะสิ่งหมายถึง ทรัพย์ที่ผู้ซื้อรู้ได้แน่นอนว่าเป็นทรัพย์ใดที่ตนตกลงซื้อ และผู้ขายก็รู้ได้แน่นอนว่าเป็นทรัพย์ใดที่ตนตกลงขาย หากยังไม่สามารถรู้ได้ในขณะทำสัญญาซื้อขายว่าทรัพย์ที่ตกลงซื้อขายกันนั้น คือทรัพย์ใดแล้ว หาใช่เป็นการซื้อขายทรัพย์เฉพาะสิ่งไม่ เช่น ซื้อโค 2 ตัว จากโค 1 ฝูง ที่ผู้ขายมีอยู่มิใช่เป็นการซื้อขายทรัพย์เฉพาะสิ่ง แต่ถ้าตกลงกันในขณะซื้อขายว่า ซื้อโค 2 ตัวสีใด ลักษณะรูปร่างอย่างไร หรือเป็นตัวใด ดังนี้เป็นการซื้อขายทรัพย์เฉพาะสิ่งแล้ว

        การซื้อขายทรัพย์เฉพาะสิ่งนั้น กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ขายย่อมโอนไปยังผู้ซื้อตั้งแต่ขณะทำสัญญาซื้อขายกัน ทั้งนี้ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 458 ว่า “กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายนั้น ย่อมโอนไปยังผู้ซื้อตั้งแต่ขณะเมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายกัน”

        ตามบทบัญญัติมาตรา 458 นี้ แม้จะมิได้กล่าวว่าทรัพย์สินที่ขายนั้น จะต้องเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งก็ตาม แต่มาตรานี้ ย่อมจะต้องหมายถึงการซื้อขายทรัพย์เฉพาะสิ่ง เพราะหากเป็นการซื้อขายทรัพย์ที่มิได้กำหนดไว้แน่นอน หรือมิใช่ทรัพย์เฉพาะสิ่งแล้ว ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้บัญญัติไว้ต่างหากอีกมาตราหนึ่ง คือ มาตรา 460 วรรคแรก และมาตรา 458 นี้ก็ยังหมายถึง ทรัพย์เฉพาะสิ่งที่กำหนดราคา หรือรู้ราคาไว้แน่นอนแล้วในขณะทำสัญญาซื้อขายแล้วเท่านั้น หากเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งซึ่งยังจะต้องนับ ชั่ง ตวง วัด หรือทำการอย่างอื่น หรือทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกี่ยวแต่ทรัพย์สิน เพื่อให้รู้ราคาทรัพย์สินแน่นอนก็มีบัญญัติไว้ในวรรคสองของมาตรา 460

        คำว่า “ทำสัญญาซื้อขาย” ในมาตรา 458 นี้ หมายถึง “ทำสัญญาซื้อขายสำเร็จบริบูรณ์” ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 455 นั่นเอง เพราะมาตรา 455 บัญญัติว่า “เมื่อกล่าวต่อไปเบื้องหน้าถึงเวลาซื้อขาย ท่านหมายความว่า เวลาซึ่งทำสัญญาซื้อขายสำเร็จบริบูรณ์” และคำว่า “ทำสัญญาซื้อขาย” ในมาตรา 458 นี้ยังหมายถึงว่าต้องมิใช่เป็นการทำสัญญาซื้อขายที่มีเงื่อนไข หรือเงื่อนเวลาบังคับไว้ เพราะสัญญาซื้อขายที่มีเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาบังคับไว้ได้มีมาตรา 458 บัญญัติไว้แล้ว

        อย่างไรจึงจะถือว่าเป็นการทำสัญญาซื้อขายสำเร็จบริบูรณ์ หรือที่นักฎหมายนิยมเรียกว่า “สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด” นั้น พระยาวิฑูรธรรมพิเนตุได้อธิบายไว้ในคำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะซื้อขายทรัพย์ ฯลฯ หน้า 11 – 16 ว่า “สัญญาซื้อขายเด็ดขาดนั้นเป็นการซื้อขายที่กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเปลี่ยนมือ หรือโอนมายังผู้ซื้อทันทีอย่างเด็ดขาด เมื่อการซื้อขายสำเร็จบริบูรณ์ การซื้อขายสำเร็จบริบูรณ์เมื่อใดนั้น นอกจากการตกลงแล้ว ต้องพิเคราะห์ถึงแบบแห่งสัญญาด้วย ถ้าการซื้อขายทรัพย์สินชนิดที่กฎหมายต้องการให้มีแบบแล้วต้องทำตามแบบ ฯลฯ” พระมนูธรรมวิมลศาสตร์ ได้อธิบายไว้ในคำสอนกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยซื้อขาย ฯลฯ ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง หน้า 3 ว่า “สัญญาซื้อขายตามมาตรานี้ (มาตรา 453) หมายความเฉพาะแต่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด ซึ่งมีการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายแล้ว หากกรรมสิทธิ์ยังไม่โอนมีเพียงข้อตกลงว่าจะโอนก็เป็นเพียงสัญญาจะซื้อจะขาย หรือเมื่อมีข้อตกลงว่ากรรมสิทธิ์ยังไม่โอนไปจากผู้ขายไปยังผู้ซื้อจนกว่าการ จะได้เป็นไปตามเงื่อนไข หรือถึงกำหนดตามเงื่อนเวลาก็ไม่เป็นซื้อขายโดยเสร็จเด็ดขาด แต่เป็นการซื้อขายโดยมีเงื่อนไข (คือเงื่อนไขบังคับก่อน) หรือเงื่อนเวลา

        ตามกฎหมายอังกฤษคือ The Sale of Goods Act, 1893 มาตรา 1 (1) ให้ความหมายของสัญญาซื้อขาย (a contract of sale) ว่า “สัญญาซึ่งผู้ขายโอนหรือตกลงจะโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อ เพื่อสินจ้างเป็นเงินที่เรียกว่า ราคา”และมาตรา 1 (3) บัญญัติว่า “ตาม สัญญาซื้อขาย หากกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินโอนจากผู้ขายไปยังผู้ซื้อ สัญญานั้นเรียกว่าสัญญาซื้อขาย (a sale) แต่ถ้ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะโอนไปในภายหน้า หรือจะโอนไปเมื่อเงื่อนไขบางอย่างได้สำเร็จแล้ว สัญญานั้นเรียกว่าสัญญาจะซื้อขาย (an agreement to sell)”

        ความจริงสัญญาซื้อขายสำเร็จบริบูรณ์ หรือสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดนั้น หาจำเป็นจะต้องผูกมัดอยู่กับการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายเสมอไปไม่ สัญญาซื้อขายอาจสำเร็จบริบูรณ์ หรือเสร็จเด็ดขาดได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องโอนไปยังผู้ซื้อ ดังจะเห็นได้จากคำพิพากษาฎีกาที่ 1236/2497 ซึ่งวินิจฉัยว่า การตกลงซื้อขายโต๊ะบิลเลียด เป็นทรัพย์ที่แน่นอนมิได้มีกฎหมายห้ามมิให้โอนกันได้เอง แม้จะมีข้อตกลงกันมิให้กรรมสิทธิ์โอนไปก็เป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด สัญญาซื้อขายสำเร็จบริบูรณ์ หรือสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดนั้น จึงน่าจะมีความหมายถึงสัญญาซื้อขายซึ่งมิใช่สัญญาจะซื้อจะขายเท่านั้น ฉะนั้นสัญญาซื้อขายใดที่มิใช่สัญญาจะซื้อขายแล้ว ย่อมเป็นสัญญาซื้อขายสำเร็จบริบูรณ์ หรือสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดทั้งสิ้น แต่เนื่องจากสัญญาจะซื้อจะขายนั้นเป็นสัญญาที่กรรมสิทธิ์ยังไม่โอนไปเป็นของ ผู้ซื้อ หรือเป็นสัญญาที่จะไปโอนกรรมสิทธิ์ให้ในภายหลัง ฉะนั้นสัญญาซื้อขายใดที่ตกลงให้กรรมสิทธิ์ตกไปเป็นของผู้ซื้อทันที สัญญาซื้อขายนั้นย่อมเป็นสัญญาซื้อขายสำเร็จบริบูรณ์หรือสัญญาซื้อขายเสร็จ เด็ดขาดโดยไม่มีปัญหา แต่ทั้งนี้มิได้หมายความในทางกลับกันว่า สัญญาซื้อขายที่ตกลงมิให้กรรมสิทธิ์โอนไปยังผู้ซื้อในขณะทำสัญญา จะต้องเป็นสัญญาจะซื้อขายเสมอไป เพราะอาจเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดโดยมีเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาบังคับไว้ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 459 ก็ได้ซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะยังไม่โอนไปจนกว่าการจะได้เป็นไปตาม เงื่อนไขหรือถึงกำหนดเงื่อนเวลานั้นแล้ว ฉะนั้นที่มาตรา 458 บัญญัติให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายโอนไปยังผู้ซื้อตั้งแต่ขณะเมื่อทำ สัญญาซื้อขายนั้น จึงใช้บังคับเฉพาะเมื่อเป็นการซื้อขายสำเร็จบริบูรณ์ หรือเป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาดโดยไม่มีเงื่อนไข หรือเงื่อนเวลาอย่างใดกำหนดไว้ในสัญญาเท่านั้น และใช้บังคับเฉพาะการซื้อขายทรัพย์เฉพาะสิ่งที่กำหนดราคาหรือทราบราคาแน่นอน แล้วในขณะทำสัญญา
        

ที่มาจาก : panyathai.or.th

การเติมเต็มในสัญญากู้เงิน


ปกติแล้วเมื่อต้องการกู้ยืมเงินกันเจ้าหนี้มักมีสัญญากู้มาให้ลูกหนี้ เซ็นชื่อรับทราบจำนวนเงินทุกครั้งเพื่อเป็นหลักฐานในการเรียกร้องหนี้ทางศาล ในภายหลังหากลูกหนี้เบี้ยวไม่ยอมชำระหนี้ มันเป็นขั้นตอนปกติที่กระทำกันมานานแล้ว อีกกรณีหนึ่งซึ่งลูกหนี้อาจเคยพบด้วย คือ การทำสัญญากู้เงินโดยให้เจ้าหนี้ไปกรอกตัวเลขเงินที่ยืมและดอกเบี้ยเอง โดยลูกหนี้เซ็นชื่อรับสภาพหนี้ไว้ล่วงหน้า หลายคนต้องพบทีหลังว่าเป็นหนี้สูงเกินจริงเพราะเจ้าหนี้ซึ่งมีจิตทุจริตกรอก ตัวเลขตามใจชอบ ต่อมาต้องทะเลาะกับลูกหนี้และหลายคนถูกยึดบ้านหรือจ่ายคืนหนี้สูงเพราะความ ประมาทของตน

        กรณีศึกษานี้เป็นตัวอย่างของการทำสัญญากู้เงินโดยละเว้นไม่ กรอกตัวเลขหนี้ที่มีระหว่างกัน ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม ต่อมาเกิดการโต้แย้งกันเมื่อลูกหนี้ไม่ยอมรับตัวเลขดังกล่าวที่เจ้าหนี้ เขียนเติมเข้าไปด้วยข้ออ้างว่าตนมิได้เขียนจำนวนเงินนั้น จึงไม่ยอมชดใช้หนี้เงินที่ยืมจากเจ้าหนี้ ศาลพิจารณาข้อเท็จจริงและคำโต้แย้งของทั้งสองฝ่ายแล้ว จึงมี คำพิพากษาฎีกาที่ 7428/2543 ว่า นายเบี้ยว ยอมรับว่ากู้ยืมเงินตามสัญญากู้ที่ไม่ได้กรอกข้อความและตัวเลขจริง อีกทั้งได้ลงลายมือชื่อไว้จริงในฐานะลูกหนี้ ถือว่าสัญญากู้เป็นเอกสารที่ไม่ได้รับความยินยอม แต่เจ้าหนี้กรอกจำนวนเงินกู้ตามความเป็นจริง อัตราดอกเบี้ยไม่เกินกำหนดของกฎหมายด้วย จึงถือว่าเป็นการกู้ยืมเงินที่มีหลักฐานครบถ้วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา 653 วรรค 1 กำหนดว่า การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง ลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ ดังนั้น นายเบี้ยว ผู้เป็นลูกหนี้ต้องใช้เงินตามสัญญากู้ฉบับนี้คืนแก่เจ้าหนี้

        คำพิพากษาในกรณีศึกษาข้างต้นนั้นเป็นการบอกย้ำว่าการกระทำ ที่เกิดด้วยความสุจริตใจและเป็นความจริง กฎหมายย่อมคุ้มครองผู้สุจริตเสมอ แต่ลูกหนี้ควรกรอกข้อความและจำนวนเงินกู้ตามความเป็นจริงให้ชัดเจนในวันทำ สัญญากู้ หากเจ้าหนี้แก้ไขตัวเลขภายหลังเพื่อเอาเปรียบ ลูกหนี้จะรับผิดชอบหนี้เท่าตัวเลขจริงเท่านั้นเพราะกฎหมายไม่คุ้มครองการ กระทำที่ทุจริต สิ่งพึงระวังให้มากในการกู้ยืมเงินระหว่างบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลซึ่งมิ ใช่ธนาคารคือ การคิดดอกเบี้ยต้องไม่เกินที่กฎหมายกำหนดไว้ คือ ร้อยละ 15 ต่อปี เพราะจะทำให้ดอกเบี้ยกลายเป็นโมฆะทั้งหมดและเรียกร้องต่อกันไม่ได้เลย 

นอกจากนั้นเจ้าหนี้ซึ่งคิดดอกเบี้ยเกินอัตราดังกล่าวยังมีโทษอาญาถึงขั้นจำ คุกอีกด้วย ดังนั้น ลูกหนี้พึงปกป้องสิทธิประโยชน์ของตนไว้และตระหนักแก่ใจด้วยว่า เมื่อท่านเดือดร้อน เจ้าหนี้เป็นผู้ผ่อนคลายปัญหาของท่าน จึงไม่ควรโกงหนี้ด้วยเล่ห์เพทุบายต่างๆนานา ขณะเดียวกันเจ้าหนี้ควรได้รับดอกเบี้ยตามที่กฎหมายพึงอนุญาตไว้และอย่าคิด เอาเปรียบผู้ขัดสนเนื่องเพราะเขาเป็นลูกค้าที่สร้างรายได้เลี้ยงชีพให้ท่าน และครอบครัวอยู่กันอย่างผาสุก ดังนั้น จงอย่าคิดเอาเปรียบซึ่งกันและกันเลย

การเป็นเจ้าของทรัพย์สินของพระภิกษุ

ปัจจุบันมักปรากฏเป็นข่าวตามสื่อต่าง ๆ อยู่บ่อยครั้งถึงปัญหาเกี่ยวกับการเป็นเจ้าของทรัพย์สินของพระภิกษุ โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่า ทรัพย์สินที่พระภิกษุได้มาในขณะอยู่ในสมณเพศนั้น เป็นการได้มาในฐานะส่วนตัว หรือได้มาเพราะมีผู้ให้แก่ศาสนา ให้แก่วัด พระภิกษุเพียงแต่ครอบครองไว้แทน โดยปัญหาเหล่านี้บางครั้งนำมาซึ่งความมัวหมองแก่พุทธศาสนา อันเป็นศาสนาประจำชาติ จึงควรที่จะได้มีการพิจารณาทบทวนถึงหลักกฎหมายเกี่ยวกับการเป็นเจ้าของ ทรัพย์สินของพระภิกษุอีกสักครั้ง

สิทธิของบุคคลในทรัพย์สิน
        พระภิกษุเป็นบุคคลเหมือนบุคคลธรรมดาทั่วไป ดังนั้น สิทธิของพระภิกษุในทรัพย์สินย่อมได้รับความคุ้มครองเช่นเดียวกับบุคคลธรรมดา ดังที่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 รับรองไว้ในมาตรา 48 วรรคแรกว่า
         “สิทธิของบุคคลในทรัพย์สินย่อมได้รับความคุ้มครอง ขอบเขตแห่งสิทธิและการจำกัดสิทธิเช่นว่านี้ ย่อมเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ”
        อย่างไรก็ดี แม้รัฐธรรมนูญจะรับรองสิทธิของบุคคลในทรัพย์สินไว้ แต่หาใช่รับรองไว้โดยไม่มีขอบเขต โดยขอบเขตของสิทธิในทรัพย์สิน ตลอดจนการจำกัดสิทธิในทรัพย์สินย่อมเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด
สิทธิของพระภิกษุในทรัพย์สิน
        ในเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สินของพระภิกษุนั้น ไม่มีกฎหมายเฉพาะเรื่องกำหนดไว้เป็นเอกเทศ โดยปกติย่อมถือตามกฎหมายทั่วไปเหมือนกับทรัพย์สินของบุคคลธรรมดาทั่วไป แต่อย่างไรก็ดี ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 ได้มีบทบัญญัติที่เกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินของพระภิกษุไว้เป็นการเฉพาะอยู่ 3 มาตรา ดังนี้ คือ
(1) มาตรา 1622 พระภิกษุนั้น จะเรียกร้องเอาทรัพย์มรดกในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรมไม่ได้ เว้นแต่จะได้สึกจากสมณเพศมาเรียกร้องภายในกำหนดอายุความตามมาตรา 1754 แต่ พระภิกษุนั้น อาจเป็นผู้รับพินัยกรรมได้
(2) มาตรา 1623 ทรัพย์สินของพระภิกษุที่ได้มาในระหว่างเวลาอยู่ในสมณเพศนั้น เมื่อพระภิกษุนั้นถึงแก่มรณภาพให้ตกเป็นสมบัติของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระ ภิกษุนั้น เว้นไว้แต่พระภิกษุนั้นจะได้จำหน่ายไปในระหว่างมีชีวิตหรือโดยพินัยกรรม
(3) มาตรา 1624 ทรัพย์สินใดเป็นของบุคคลก่อนอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ทรัพย์สินนั้นหาตกเป็นสมบัติของวัดไม่ และให้เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของบุคคลนั้น หรือบุคคลนั้นจะจำหน่ายโดยประการใดตามกฎหมายก็ได้
        จากมาตรา 1623 และมาตรา 1624 กฎหมายแยกการได้มาซึ่งทรัพย์สินของพระภิกษุเป็น 2 กรณี คือ
กรณีแรก การได้มาก่อนอุปสมบทเป็นพระภิกษุ คือ มาตรา 1624
กรณีที่สองการได้มาในระหว่างที่อยู่ในสมณเพศ คือ มาตรา 1623
-การได้มาที่ดูจะเป็นปัญหา คือ กรณีที่สอง การได้มาในระหว่างที่อยู่ในสมณเพศ
ทรัพย์สินที่พระภิกษุได้มาในระหว่างอยู่ในสมณเพศ
        เมื่ออ่านตัวบทมาตรา 1623 แล้ว ในเบื้องต้นอาจทำให้เข้าใจผิดได้ว่า ทรัพย์สินที่พระภิกษุได้มาในระหว่างอยู่ในสมณเพศเป็นกรรมสิทธิ์ของพระภิกษุ นั้น ฉะนั้น ท่านจึงสามารถจำหน่ายไปในระหว่างชีวิตหรือโดยพินัยกรรมก็ได้ แต่หากพิจารณาถึงที่มาและเจตนารมณ์ของบทบัญญัติให้ถ่องแท้แล้ว จะเห็นว่าการณ์หาเป็นดังเช่นที่กล่าวมาไม่ กล่าวคือ มาตรา 1623 นี้มีที่มาจากกฎหมายลักษณะมฤดก บทที่ 36 ซึ่งตราไว้ว่า
         “มาตราหนึ่ง ภิกษุจุติจากอาตมภาพและคหัถจะปันเอาทรัพย์มรดกนั้นมิได้ เหตุว่าเขาเจตนาทำบุญให้แก่เจ้าภิกษุเปนของอยู่ในอารามท่านแล้ว ถ้าเจ้าภิกษุอุทิศไว้ให้ทานแก่คหัถ ๆ จึ่งรับทานท่านได้
        อนึ่ง ถ้าคหัถมรณภาพ บิดา มารดา ญาติพี่น้องลูกหลานเป็นเจ้าภิกษุอยู่ในสิกขาบทแล้ว จะปันเอาทรัพย์มรดกคหัถนั้นมิได้ เหตุว่าเปนบุตรพระเจ้าแล้ว ถ้าคหัถผู้มรณภาพนั้นอุทิศไว้ ถวายสะวิญาณกะทรัพย์และอะวิญาณกะทรัพย์แก่เจ้าภิกษุผู้เปนญาติพี่น้องลูก หลาน จึ่งรับเอาทรัพย์ทั้งนั้นเปนเจ้าของเจ้าภิกษุได้ ถ้าเจ้าภิกษุจุติจากอาตมภาพ ทรัพย์นั้นคงเปนของในอาราม ผู้ใดว่าจะกล่าวเอาท่านว่าหามิได้เลย”
นอกจากนี้ ในบทที่ 2 ตราไว้ว่า
         “อนึ่ง ผู้มรณภาพนั้น เอาสะวิญาณกะทรัพย์และอะวิญาณกะทรัพย์ไปฝากไว้ยังอารามก็ดี แลสั่งไว้ให้ทำบุญให้ทานก็ดี และจำเภาะให้แก่เจ้าภิกษุองค์ใดก็ดี ผู้ใดจะเอาออกจากอารามนั้นมิได้ ท่านว่าผู้นั้นมิพ้นจัตุราบาย”
        การที่กฎหมายลักษณะมฤดกตราไว้เช่นนี้ เพราะประเพณีไทยแต่เดิมถือกันว่าของถวายเข้าวัดแล้วอาถรรพณ์ ใครเอากลับเข้าบ้านคนนั้นจะไม่มีความเจริญ [1]
        ในเรื่องเกี่ยวกับมาตรา 1623 นี้ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ได้อธิบายไว้อย่างชัดแจ้ง แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของเรื่องทรัพย์สินของพระภิกษุที่ได้มาในระหว่าง อยู่ในสมณเพศไว้ ดังนี้
(1) “มีข้อที่สังเกตได้ในเบื้องต้นว่าประมวลแพ่งฯ มาตรา 1623 ไม่เกี่ยวกับสมบัติของ วัด วัดเป็นนิติบุคคล...จึงถือสิทธิและมีสิทธิในทรัพย์สินได้ กรณีที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1623 เกี่ยวเป็นเรื่องทรัพย์สินของพระภิกษุซึ่งถึงแก่มรณภาพ กฎหมายให้ทรัพย์สินของท่านที่ได้มาระหว่างอยู่ในสมณเพศตกเป็นสมบัติของวัด เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก เหตุผลในทางนิตินัยและในทางศาสนาอยู่ที่ว่า พระภิกษุอยู่ในสถาบันอนาถาเป็นผู้ไม่หามาหรือสะสมไว้ซึ่งทรัพย์สมบัติ แต่ห้ามไม่ได้ที่จะมิให้ชาวบ้านถวายของเป็นจตุปัจจัยตามศรัทธา ซึ่งสำหรับพระบางองค์ที่เทศนาโปรดสัตว์เก่ง ๆ อาจได้กัณฑ์เทศนี้เป็นเงินสะสมไว้ถึงเรือนแสนก็ได้ ของที่ชาวบ้านถวายพระนี้ในทางหลักนโยบายถือว่าเป็นของที่เขาทำบุญในศาสนา ไม่ใช่ของให้แก่พระเป็นส่วนตัว เมื่อพระถึงแก่มรณภาพ กฎหมายจึงให้ตกเป็นสมบัติของวัด ว่ากันในทางนโยบาย บทบัญญัติเช่นนี้ย่อมเป็นผลดีไปอีกทางหนึ่ง เพราะถ้าไม่มีบทบังคับให้ทรัพย์สินของพระภิกษุตกเป็นของวัดเมื่อมรณภาพ พระบางองค์ที่ไม่เคร่งในทางธรรมวินัยอาจขวนขวายสะสมทรัพย์สมบัติผิดต่อสม ณเพศ ทำให้พระศาสนาเศร้าหมอง” [2]
(2) “มีข้อสังเกตว่า ทรัพย์สินของพระที่ตกได้แก่วัดนั้น ตัวบทไม่ได้กล่าวว่าเป็นมฤดก และจะกล่าวว่าเป็นมฤดกของพระก็กล่าวไม่ได้ เพราะสาเหตุในหลักการนโยบายที่ให้ทรัพย์ของพระตกเป็นของวัด ก็เพราะถือว่าเป็นของที่ชาวบ้านเขาทำบุญในพระศาสนา ไม่ได้ให้แก่พระเป็นส่วนตัว” [3]
(3) “มีข้อยกเว้นบัญญัติไว้ในมาตรา 1623 ว่า ทรัพย์สินของพระภิกษุจะตกเป็นของวัดต่อเมื่อท่านมิได้จำหน่ายไปในระหว่าง ชีวิต หรือโดยพินัยกรรม ข้อนี้เป็นไปตามพระธรรมวินัย ซึ่งผู้ทรงศีลเป็นพระภิกษุจะพึงบำเพ็ญจาคะ ทำบุญให้ทานแก่คนอื่น กฎหมายจึงได้บัญญัติยกเว้นไว้ให้ท่านจำหน่ายทรัพย์สินได้ ทั้งในระหว่างชีวิตและโดยพินัยกรรม ทรัพย์ใดที่ท่านได้จำหน่ายไปแล้วเช่นนี้ ย่อมไม่ตกเป็นสมบัติของวัด ประเพณีในทางปฏิบัติของพระภิกษุที่เคร่งในพระธรรมวินัย เมื่อได้จตุปัจจัยมาเป็นจำนวนมากน้อยเท่าใด ท่านมักจะจับสลากแจกจ่ายไปในบรรดาสามเณรและศิษย์วัด ไม่เก็บสะสมไว้ แม้ท่านจะทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์เมื่อท่านมรณภาพ ก็อยู่ในหลักการของการบำเพ็ญจาคะอยู่นั่นเอง ทางวัดจะโต้แย้งเอาเป็นสมบัติของวัดไม่ได้”
(4) เมื่อพิจารณาดูถึงที่มาของมาตรา 1623 ประกอบกับวัตถุประสงค์แล้วจะเห็นว่าทรัพย์สินที่มีผู้ให้แก่พระภิกษุในขณะ อยู่ในสมณเพศนั้นกฎหมายถือว่าเป็นของที่ให้เพื่อทำบุญในพระพุทธศาสนา ไม่ได้ให้แก่พระภิกษุเป็นการส่วนตัว เพราะถ้าไม่ใช่เป็นพระภิกษุ ก็จะไม่มีคนทำบุญให้ หรือดังที่มีผู้ตั้งคำถามว่า“ถ้าไม่บวชจะได้มาหรือ”
        ส่วนการที่กฎหมายยอมให้พระภิกษุจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินที่ ได้มาในระหว่างอยู่ในสมณเพศได้นั้นก็เพื่อให้เป็นไปตามพระธรรมวินัยที่พระ ภิกษุจะพึงบำเพ็ญจาคะ ทำบุญให้ทานแก่คนอื่น
        อนึ่ง มีข้อพึงสังเกตว่า กรณีที่พระภิกษุสึกออกจากสมณเพศ บุคคลนั้นจะนำทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมณเพศมาเป็นของตนเองได้หรือไม่ ประเด็นนี้ ว่ากันตามวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์แล้วไม่อาจจะทำได้ เพราะถือว่าเป็นของที่มีผู้ให้แก่พระพุทธศาสนา ไม่ใช่ให้ในฐานะส่วนตัว
        แต่อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติกรณีดังกล่าว ผู้ที่สึกจากสมณเพศมักจะนำทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างอยู่ในสมณเพศออกไปด้วย อีกทั้ง นักกฎหมายบางท่านยังได้ยกตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า กรณีข้างต้นสามารถกระทำได้ กล่าวคือ
(1) “ตัวอย่าง พระภิกษุ ก. อุปสมบทครั้งแรก ระหว่างอยู่ในสมณเพศมีผู้นำพระพุทธรูปทองคำ 1 องค์มาถวาย หลังจากสึกแล้วได้อุปสมบทอีก ครั้งหลังมีผู้ถวายเงิน 50,000 บาท พระภิกษุ ก. นำเงินนั้นไปเก็บไว้ที่บ้าน ต่อมาพระภิกษุ ก. มรณภาพ ดังนี้ พระพุทธรูปทองคำตกทอดแก่ทายาทของพระภิกษุ ก. ก่อนอุปสมบทตามมาตรา 1624 ส่วนเงิน 50,000 บาท ตกเป็นสมบัติของวัดเพราะเป็นทรัพย์ที่พระภิกษุ ก. ได้มาระหว่างอยู่ในสมณเพศ แม้ขณะมรณภาพเงินจำนวนนี้ไม่ได้อยู่ที่วัดที่เป็นภูมิลำเนา วัดก็มีสิทธิเรียกร้องเงินจำนวน 50,000 บาท นี้ได้ตามมาตรา 1623” [6]
(2) “ทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนอุปสมบทในมาตรานี้ หมายถึง ที่มีอยู่ก่อนอุปสมบทครั้ง สุดท้ายนั่นเอง ดังนั้น หากเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างดำรงสมณเพศครั้งก่อน แต่ลาสิขาบทออกไปแล้วกลับเข้ามาอุปสมบทใหม่ก็คงต้องถือว่าทรัพย์สินนี้ได้มา ก่อนการดำรงสมณเพศนั่นเอง” ดังนี้ จึงน่าพิจารณาอย่างยิ่งว่า ควรแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการได้มาซึ่งทรัพย์สินของพระภิกษุระหว่างอยู่ในสม ณเพศหรือไม่ โดยเฉพาะการแก้ไขโดยกำหนดให้ทรัพย์สินทั้งหมดที่ได้มาในระหว่างที่เป็นสม ณเพศให้ถือเป็นทรัพย์สินของวัด
ทรัพย์สินที่พระภิกษุได้มาระหว่างอยู่ในสมณเพศกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นอยู่ที่ใคร
        ดังได้พิจารณาในหัวข้อที่ 3 ที่ผ่านมาแล้วว่า โดยนโยบายและเจตนารมณ์ของกฎหมายแล้ว ทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้พระภิกษุนั้นไม่ใช่ให้เป็นทรัพย์สินส่วนตัวของ พระภิกษุ แต่ให้แก่พุทธศาสนา แต่มีปัญหาต่อไปว่าถ้าเช่นนั้นกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้พระ ภิกษุจะตกได้แก่ใคร เพราะพุทธศาสนาไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล
        ประเด็นข้างต้น จะเห็นว่าแม้พุทธศาสนาจะเป็นสถาบันที่ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล แต่วัดมีสถานะเป็นนิติบุคคล ตาม พ.ร.บ.สงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 31 จะถือได้หรือไม่ว่า กรรมสิทธิ์ตกอยู่ที่วัดที่พระภิกษุนั้นมีภูมิลำเนาอยู่
        เมื่อพิจารณา มาตรา 1623 แล้วจะเห็นว่า กฎหมายให้ทรัพย์สินที่พระภิกษุได้มาระหว่างเวลาอยู่ในสมณเพศนั้นเป็น “ทรัพย์สินของพระภิกษุ” ซึ่งดูแล้วจะเห็นว่ากรณีนี้เองเป็นช่องทางที่ทำให้บุคคลผู้เป็นภิกษุแต่ เพียงในนาม อาศัยหาผลประโยชน์ โดยการบวชเพื่อจะได้รับทรัพย์สิน หากสามารถแสดงออกให้เกิดความศรัทธาเคารพจากประชาชน แล้วมีผู้บริจาคทรัพย์ให้จำนวนมากทรัพย์นั้น “ภิกษุแต่ในนาม” ก็จะเก็บไว้เป็นสมบัติส่วนตัว หรือไม่ก็ยกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของบรรดาญาติพี่น้อง ทั้ง ๆ ที่ หากภิกษุแต่ในนามนั้น ไม่ได้ห่มผ้าเหลืองแล้วก็คงไม่มีใครบริจาคทรัพย์สินให้
        ดังนี้ จากการที่ได้พิจารณาที่มา นโยบาย เจตนารมณ์ของมาตรา 1623 แล้ว แสดงให้เห็นว่า แม้กฎหมายจะให้ทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมณเพศเป็นของพระภิกษุ โดยพระภิกษุสามารถจำหน่ายออกไปได้ ก็เพื่อสอดรับกับหลักคำสอนในพุทธศาสนาเรื่องการบริจาค แต่ในปัจจุบันสังคมเปลี่ยนไป มีบุคคลที่เป็นภิกษุแต่ในนามจำนวนหนึ่งแฝงตัวอยู่ในพุทธศาสนา แล้วอาศัยช่องทางตามมาตรา 1623 เพื่อแสวงหาทรัพย์สินเป็นของตนเอง จึงน่าที่จะทบทวนหลักการในมาตรา 1623 ว่า ถึงเวลาที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงแล้วหรือไม่
บทส่งท้าย
        ผู้เขียนเองมีความเห็นว่า เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป พัฒนาการทางวัตถุเจริญก้าวหน้าขึ้น แต่จิตใจคนมิได้พัฒนาตามไปด้วยโดย ลักษณะพระภิกษุในพระพุทธศาสนา เป็นผู้รับเอาซึ่งสถาบันอนาถา ที่จะประทั้งชีวิตอยู่ด้วยเพียงปัจจัย 4 คือ [8]
(1) บิณฑิตบาตหรืออาหารที่มีคนเขาถวาย
(2) จีวร คือ เครื่องนุ่งห่ม ซึ่งตามหลักได้มาจากผ้าติดศพ
(3) คิลาณเภสัช คือ ยารักษาโรค อันประกอบด้วยของดองน้ำมูด
(4) เสนาสน คือ ที่อยู่อาศัยตามโคนต้นไม้
        บทบัญญัติมาตรา 1623 ที่เปิดช่องให้เข้าใจได้ว่า ทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมณเพศ ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของพระภิกษุนั้นทำให้เกิดปัญหา ในกรณีพระภิกษุบางรูปที่ไม่เคร่งธรรมวินัย อาจขวนขวายสะสมทรัพย์สมบัติผิดต่อสมณเพศ ทำให้เป็นที่เศร้าหมองแก่พุทธศาสนา
       
 ดังนั้น ควรจะแก้ไขหลักการในมาตรา 1623 โดยกำหนดให้ทรัพย์สินที่พระภิกษุได้มาในระหว่างเวลาอยู่ในสมณเพศนั้น ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุนั้น เว้นแต่ทรัพย์สินนั้นเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีพของพระภิกษุ เช่น จีวร คิลาณเภสัช เท่านั้นที่ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของพระภิกษุได้

ที่มาจาก : คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย รองศาสตราจารย์มานิตย์ จุมปา

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ