ss ดอกไม้ ต้นไม้ การจัดสวน | JIPATA INDEX นานาสาระน่ารู้
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดอกไม้ ต้นไม้ การจัดสวน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดอกไม้ ต้นไม้ การจัดสวน แสดงบทความทั้งหมด

การดูแลบัวในช่วงหน้าหนาว


การดูแล"บัว"...ในช่วงหน้าหนาว

      ใน ปัจจุบันมีผู้นิยมเลือกซื้อ"บัว" มาปลูกเลี้ยงประดับบ้านกันเป็นจำนวนมาก แต่ปรากฏว่า เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว บัวเหล่านั้นมักจะเหี่ยวเฉาและตาย ไปในที่สุด ในเรื่องนี้ ดร.เสริมลาภ วสุวัต ผู้เชี่ยวชาญบัวแห่งประเทศไทย จึงขอแนะนำวิธีการปลูกเลี้ยงบัวประดับในช่วงฤดูหนาวว่า ในช่วงนี้ตามปกติบัว และไม้น้ำหลายชนิด จะพักการเจริญเติบโต โดยสลัดใบทิ้ง อาหารที่สะสมไว้จะเปลี่ยนสภาพ จากน้ำตาลเป็นแป้ง เพื่อเก็บไว้ในต้น หน่อหรือเหง้า เมื่อหมดฤดูหนาวจะนำอาหารที่สะสมไว้ มาใช้เพื่อการเจริญเติบโตใหม่อีกครั้ง

      การสลัดใบของบัว จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพสมดุลในน้ำ ตามปกติเมื่อบัว มีการเจริญเติบโตเต็มที่และมีใบที่สมบูรณ์ ในช่วงเวลากลางวัน ใบจะปรุงอาหารและระบายออกซิเจนลงในน้ำ ทำให้น้ำสะอาดและเกิดความสมดุล แต่เมื่อมีการสลัดใบทิ้ง ปริมาณออกซิเจนจึงลดลง แต่ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เกิดจากการเน่าเปื่อยสลายของรากบัว หรีอการตายของพืชใต้น้ำ มีเพิ่มขึ้น ซึ่งมีผลให้น้ำในภาชนะที่เลี้ยงบัวเน่าเสีย ทำให้หน่อ หรือเหง้าเน่าตายไปด้วย

       ดังนั้นผู้เลี้ยงบัวประดับ จะต้องหมั่นคอยเก็บซากตะไคร่ สาหร่าย และวัชพืชน้ำ ที่ตายอยู่ในภาชนะบัวออก และเมื่อพบว่าน้ำเริ่มเน่า จะต้องถ่ายน้ำทันที (แต่ถ้าพ้นฤดูหนาวไปแล้ว บัวจะเจริญเติบโตใหม่ ไม่แนะนำให้ถ่ายน้ำบ่อย ๆ) สำหรับผู้ที่เลี้ยงบัวไม่มากนัก จะใช้วิธีเก็บหน่อหรือเหง้าเข้าตู้เย็นในชั้นที่เก็บผัก ซึ่งมีอุณหภูมิระหว่าง 5-10 องศาเซลเซียส เมื่อผ่านพ้นฤดูหนาวแล้วค่อยนำออกมาปลูกใหม่ก็ได้ หากผู้เลี้ยงบัว ไม่ต้องการเก็บหัวหรือเหง้าไปแช่ ตู้เย็น ใช้ด่างทับทิมละลายน้ำในภาชนะที่ปลูกบัวให้เป็นสีบานเย็น จะพบว่า ภายใน 2 วัน ตะไคร่น้ำ และสาหร่ายที่หลงเหลืออยู่จะตายหมด จนเป็นตะกอนสีน้ำตาลที่ก้นภาชนะ ให้เก็บซากทิ้งและดูดน้ำออก จนเหลือน้ำประมาณครึ่งหนึ่งของภาชนะ จากนั้นเติมน้ำสะอาดลงไปให้เท่าเดิม

      ปัญหาสำหรับผู้ปลูกเลี้ยงบัวประดับ ที่ควรทราบก็คือ ดินปลูกบัวหมดสภาพ เพราะรากบัวจะเจริญและขยายอัดดันดินให้ย่อยลงและละลายสลายตัวไปกับน้ำ ทำให้การเจริญเติบโตของบัวลดลง ใบเล็กไม่ออกดอก วิธีแก้ไขต้องเปลี่ยนดินปลูกใหม่ทันที ดร.เสริมลาภ ยังบอกถึงหลัก 5 ประการ ในการเลี้ยงบัวประดับ คือ 1. ปลูกบัวให้อยู่ในที่เหมาะสมที่สุดหรือในที่ปลอดมลพิษ 2. อย่าปล่อยให้บัวอดอาหารและมีการให้ปุ๋ยที่พอดีพอเพียง 3. อย่าให้ศัตรูบัวมารบกวน 4. ดูแลบัวให้มีการเจริญเติบโตตามสภาพที่ต้องการ และ ประการสุดท้าย จะต้องดูแลเรื่องการกลายพันธุ์ด้วย (เมล็ดคะน้าพันธุ์ดี ที่ผลิตโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีแจกฟรี เกษตรกรที่สนใจเขียนจดหมายสอดแสตมป์ 4 บาทส่งมาขอฟรีได้ที่ ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร เลขที่ 2/200 ถนนศรีมาลา ตำบลใน เมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร 66000 หรือโทร. 0-5661-3021, 0-5665-0145, 01-8867398).

ข้อมูลจาก : น.ส.พ.เดลินิวส์ / ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

ดินสำหรับไม้ประดับ

การแผ่รากลงไปในดินมีความสำคญต่อการดำรงชีวิตของพืชมากเพราะพืชจะรับน้ำอากาศ และแร่ธาตุจากดินโดยผ่านทางรากและการที่พืชจะเจริญเติบโต ได้ดีหรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของดิน และแร่ธาตุต่างๆ เราสามารถที่จะแยกพืชออกตามสภาพของความต้องการดินได้ 3 ประเภทคือ

ดินสำหรับไม้ประดับ 
1. พืชที่ต้องการดินที่มีสภาพเป็นกรด
2. พืชที่ต้องการดินที่มีสภาพเป็นกลาง
3. พืชที่ต้องการดินที่มีสภาพเป็นด่าง

      การวัดค่าความเป็นกรดเป็นด่าง หรือถ้าจะเรียกง่าย ๆ หน่อยก็ว่าการวัดความเปรี้ยว และ ความเค็มของดิน ทำได้โดยใช้กระดาษวัดค่า Ph ซึ่งมีสีเหลืองจุ่มลงไปในดินที่เปียกชื้นซึ่งเป็นดินที่ต้องการทดสอบ กระดาษสีเหลืองก็จะกลายเป็สีต่างๆ ตามแต่ค่าความเป็นกรด เป็นด่างของดิน นั้น ๆ โดยเอากระดาษที่เกิดสี มาเทียบกับสีที่ติดเอาไว้ข้างกล่อง ก็สามารถที่จะอ่านค่าได้ตามต้วเลขที่ติดเอาไว้กับสี โดยทั่วไป พืชที่ชอบดินเป็นกรดจะชอบดินที่มี pH 4-5 พืชที่ต้องการดินเป็นด่างจะชอบดินที่มี pH 9-10 ส่วนพืชที่ชอบดินเป็นกลางจะชอบดินที่มี pH 6-8

ส่วนผสมของดินที่ใช้ในการปลูกไม้กระถางประกอบไปด้วยส่วนผสม 3 ส่วน ด้วยกันคือ

1. ดิน จะต้องเป็นดินร่วนก้อนเล็ก ๆ แต่ถ้าเป็นดินเหนียวจะต้องทำให้ร่วนเสียก่อน โดยผสมปูนขาว 1 กก. ต่อดิน 1 ล.บ.ม. แล้วปล่อยตากแดดตากฝน เอาไว้สัก 3-4 อาทิตย์ เมื่อดินแห้งมันก็จะร่วนเป็นก้อนเล็ก ๆ เอง
2. ปุ๋ยอินทรีย์ อันได้แก่ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยเทศบาล ซึ่งจะต้องนำมาทุบให้ละเอียดเสียก่อน
3. อินทรีย์วัตถุ อันได้แก่ เศษใบไม้แห้ง ขี้ยเลื่อยเก่า ๆ หรือ แกลบเก่า ๆ ที่ผุ ๆ พัง ๆ แล้ว

      ส่วน ผสมเหล่านี้ อาจทำจากอย่างอื่น ที่แตกต่างออกไปจากนี้ก็แล้วแต่ละชนิดจะมีความต้องการแร่ธาตุที่แตกต่างกัน ออกไป ดังนั้นวิธีการเตรียมดิน จึงมีสูตรเฉพาะแตกต่างกันออกไปหลายสูตร ดังนี้คือ

สูตร ดินสำหรับปลูกแคคตัส และพืชอวบน้ำ เช่น กุหลาบหิน โคมญี่ปุ่น พืชเหล่านี้ ไม่ต้องการดินที่มีอาหารสมบูรณ์มากนัก แต่ต้องการ ดินที่ร่วนโปร่ง การะบายน้ำได้ดี และอุ้มน้ำได้พอสมควรส่วนผสมของดินมีดังนี้

1. ดินร่วน (ผึ่งแดด 7 วัน) 2 ส่วน
2. ทรายหยาบ 3 ส่วน
3. ถ่านปุ่น 1 ส่วน
4 ใบก้ามปูผุ ๆ 1 ส่วน
5. ปูนขาวเล็กน้อย

สูตรดินสำหรับปลูกเบญจมาศ โกสน ปาล์ม
1. ดินร่วน 4 ส่วน
2. ทรายหยาบ 2 ส่วน
3. ปุ๋ยคอกเก่าๆ 1-2 ส่วน
4. กระดูกป่นเล็กน้อย

สูตรดินสำหรับปลูกเฟิร์น
1. ดินเผาหรือดินร่วน 1 ส่วน
2. ทรายละเอียด 1 ส่วน
3. เศษอิฐหักป่น 1 ส่วน
4. ใบก้ามปูผุๆ 1 ส่วน
5. ปุ๋ยคอกเก่าๆ ? ส่วน
6. ปูนขาว ? ส่วน
หากเป็นเฟิร์นที่ชอบขึ้นตามโขดหิน ให้ผสมเศษหินปูนลงไปด้วยจะทำให้งอกงาม

สูตรดินสำหรับปลูกว่าน บอน ดาดตะกั่ว
1. ดินร่วน 6 ส่วน
2. ทราย 4 ส่วน
3. ปุ๋ยคอก 1 ส่วน
4. ใบมะขามผุๆ 1 ส่วน

สูตรดินสำหรับปลูกไฮเดรนเยีย พิทูเนีย คริสต์มาส
1. ดินร่วน 4 ส่วน
2. ทรายหยาบ 2 ส่วน
3. ปุ๋ยหมัก 2 ส่วน
4. ปุ๋ยคอก 2 ส่วน

สูตรดินสำหรับปลูกโป๊ยเซียน
1. ดินขุยไผ่ผสมแกลบหรือทรายหยาบ 1 ส่วน
2. ถ่านป่น 1 ส่วน
3. อิฐมอญทุบเล็ก 2 ส่วน
4. เปลือกถั่วและใบทองหลาง หรือใบก้ามปูผุๆ 2 ส่วน

สูตรดินสำหรับปลูกคล้า และมารานด้า
1. ดินร่วน 2 ส่วน
2. ทราย 2 ส่วน
3. ขุยมะพร้าว 2 ส่วน
4. แกลบ 1 ส่วน
5. ปุ๋ยคอก 1 ส่วน

ที่มาจาก : homedd.com

โรค แมลง ศัตรูของสวนสวย


ต้นไม้ที่เราเลี้ยงดู ไม่ใช่เพียงให้น้ำให้แสงสว่างเพียงอย่างเดียว ยังมีโรคและศัตรูพืชต่างๆคอยเบียดเบียนการเติบโตงอกงามของต้นไม้ของคุณอีก ด้วย คนรักต้นไม้จึงต้องดูแล เอาใจใส่ต้นไม้ของคุณ โดยการเฝ้าสังเกตุอาการที่เกิดขึ้น โรคดังกล่าวจะได้แก้ไขได้ทันท่วงที ไม่ใช่ปล่อยให้โรคระบาดจนยากเกินเยียวยาค่ะ เชื้อโรคที่เป็นตัวก่อให้เกิดความเสียหายแก่ไม้ประดับและที่เราพบเห็นกัน อยู่ทั่วไป มีอยู่ด้วยกัน 3 ประเภท ได้แก่

      เชื้อรา เชื้อรานั้นมีอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ สามารถที่จะเข้าทำลายพืชได้เกือบทุกชนิด เมื่อมันอยู่ในภาวะที่เหมาะสม อาการของพืชที่ได้รับเชื้อราเข้าไปจะแสดงอาการให้เห็นเมื่อได้รับความชื้น โดยเฉพาะในพืชที่กำลังเจริญเติบโตหรือกำลังงอกออกจากเมล็ดใหม่ ๆ อาการที่พบโดยทั่วไปคือ จะมีรอยฉ่ำ น้ำเน่า เหี่ยว ถ้ามีอาการมากก็จะถึงตายได้ ไม้ประดับที่ปลูกในสภาพที่อุณหภูมิต่ำและมีความชื้นสูง มีโอกาสที่จะถูกทำลายจากเชื้อราได้ง่ายที่สุด การป้องกันกำจัดนั้นทำได้โดยกรควบคุมธรรมชาติและการใช้สารเคมี เช่นแคบแทนและไดโนแคป ฉีดพ่นตามอัตราที่ระบุไว้ในฉลาก

          เชื้อไวรัส โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส เป็นโรคที่รักษาได้ยากมากส่วนใหญ่มักจะตัดส่วนที่เป็นโรคหรืออาจทำลายทั้ง ต้น โดยการเผาก็ได้ อาการที่พบอยู่บ่อย ๆ คือ อาการที่ใบและลำต้น จะมีจุดเขียวคล้ำ ใบหงิกงอหรือใบด่าง มีผลทำให้เนื้อเยื่อในส่วนที่ถูกทำลาย ค่อย ๆ ตายลงที่ละน้อย การเข้าสู่พืชของเชื้อไวรัส จะอาศัยแมลงปากดูด เพลี้ยต่างๆ หรือบางครั้งอาจติดมากับวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้งานก็ได้ 

      เชื้อแบคทีเรีย โรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียนี้ การรักษาส่วนมากมักจะไม่ทันการณ์ เพราะเชื้อจะแพร่เข้าไปตามท่อน้ำและท่ออาหารของพืช ทำให้มีผลต่อทุกส่วนของพืช การหาทางป้องกันดูเหมือนจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด โดยการสร้างสภาวะให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืชและควรทำลายต้นพืชที่ได้ รับเชื้อเข้าไป โดยการเผาทำลายทั้งต้น อย่าทำลายเพียงเฉพาะส่วนหนึ่งส่วนใด 

ความเสียหายที่เกิดจากแมลง
          แมลงที่ทำความเสียหายให้แกต้นไม่นั้น สามารถที่จะแยกออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ แมลงปากกัด และแมลงปากดูด

          แมลงปากกัด การทำลายของแมลงจำพวกนี้ จะแสดงอาการให้เห็นอย่างรวดเร็ว เช่น กรณีที่เข้าทำลายใบ จะทำให้ใบขาดแหว่งหรือเป็นรูพรุนเต็มไปหมด ซึ่งถ้าหากจำนวนของแมลงที่เข้าทำลายมีมากและกัดกินใบจนหมด พืชจะชะงักการเจริญเติบโต แคระแกรน ส่วนแมลงปากกัดบางชนิดที่เข้าทำลายโดยการกัดแทะที่เปลือก ซึ่งส่วนนี้จะทำลายท่อลำเลียงน้ำและอาหาร ทำให้พืชเหี่ยวเฉาเพราะขาดน้ำขาดอาหาร และอาจตายในเวลาต่อมา แมลงจำพวกนี้คือ ด้วง หนอนเจาะสมอ ตั๊กแตนและยังมีหอยทาก และทากที่คอยทำลายเปลือกของต้นไม้อีกด้วย การใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดนั้น อาจใช้มาลาไธออน พาลาไธออน อโซดรินหรือไดอาซินอน ฉีดพ่นตามอัตราที่ระบุไว้ในฉลาก

          แมลงปากดูด การเข้าทำลายของแมลงปากดูด ในพืชนั้นจะเข้าทำลายในส่วนของใบ บางชนิดจะทำลายทั้งต้น ยอดและดอก โดยการดูดกินน้ำเลี้ยง ความเสียหายจากการทำลายจะค่อยเป็นค่อยไป ถ้าไม่สังเกตให้ดีมักจะไม่พบอาการเริ่มแรก ที่แมลงพวกนี้เข้าทำลาย พืชที่ถูกทำลายจะมีกาการแคระแกรน ใบหงิกงอและตายในที่สุด แมลงในกลุ่มนี้ได้แก่ เพลี้ยแป้ง เพลี้ยหอย เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ ไรแมงมุมแดง และแมลงหวี่ขาว เป็นต้น การใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดนั้ อาจใช้มาลาไธออน พาลาไธออน ไดอาซินอนหรืออโซดรินฉีดพ่นก็ได้ หรืออาจใช้ยาดูดซึมก็ได้ โดยใช้ไซกอนละลายน้ำรดให้ทั่วโคนต้น ตามอัตราที่ระบุไว้ในฉลาก ในการใช้สารเคมีหรือการ้องกันกำจัดโรคและแมลงนั้น ผู้ใช้จะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะสารเคมีที่ใช้นั้น บางชนิดมีผลต่อร่างกายของมนุษย์สูงมาก เพราะฉะนั้นผู้ใช้จะต้องปฎิบัติตามคำแนะนำ ที่ระบุไว้ในฉลากอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น

ที่มาจาก : homedd.com

ไม้มงคล 9 ชนิด

ไม้มงคล 9 ชนิด 

โบราณกาลมา นิยมใช้ไม้มงคล 9 ชนิดปักกับพื้นดินที่จะทำการปลูกสร้างอาคาร บ้านเรือน โดยเลือกไม้มงคลที่เป็น "ไม้มงคลนาม" หรือชื่อเป็นมงคลเท่านั้น ได้แก่

1. ราชพฤกษ์
2. ขนุน
3. ชัยพฤกษ์
4. ทองหลาง
5. ไผ่สีสุก
6. ทรงบาดาล
7. สัก
8. พะยูง
9. กันเกรา เหตุที่เลือกไม้มงคลนามทั้ง 9 ชนิดนั้น เพราะนามมงคลที่มีความหมายตามนี้ค่ะ


 
ราชพฤกษ์ หมายถึง ความเป็นใหญ่พร้อมอำนาจวาสนา

คูน หรือ ราชพฤกษ์ ชื่อสามัญเรียก Golden Shower ถือเป็นไม้มงคล เพราะเป็นทั้งสัญลักษณ์ทางศาสนาและเป็นไม้ประจำชาติไทย นิยมปลูกในสวน ตกแต่งริมถนน เพราะความสวยงามของดอกสีเหลืองอร่าม ช่วงออกดอก คือ ระหว่างเดือน ก.พ. - พ.ค. ต้นราชพฤกษ์จะทิ้งใบ แล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสดทั้งต้น ราชพฤกษ์ ปลูกได้ดีทั้งดินทั่วไป และริมทะเล แต่มีข้อระวังคือ ไม่ควรปลูกในที่มีระดับ น้ำใต้ดินสูง เพราะจะทำให้รากเน่าได้ อีกข้อควรระวังคือ ไม่ควรปลูกเป็นจำนวนมากๆ ในพื้นที่เดียวกัน เพราะหากมีแมลงประเภทเจาะไชกิ่ง และลำต้น อาจทำให้ตายทั้งกลุ่มได้ ราชพฤกษ์สูง 8 - 15 เมตร ใบประกอบแบบขนนกปลายคู่เรียงสลับ มีใบย่อย 3 - 8 คู่ แผ่นใบรูปป้อม รูปไข่ ดอกสีเหลือง ออกเป็นช่อตามซอกใบ หรือตามกิ่ง ยาว 20 - 45 เซนติเมตร ผลเป็นฝักทรงกระบอก ยาว 20 - 60 เซนติเมตร ชอบแดดจัด กลางแจ้ง น้ำปานกลาง

ประโยชน์ : สามารถใช้รากต้นราชพฤกษ์ ฝนทาแก้กลาก เป็นยาระบายอ่อนๆ รากและแก่นต้นเป็นยาขับพยาธิ เปลือกและไม้ใช้ฟอกหนังได้ และยังใช้ทาแก้ผดผื่นตามร่างกาย ส่วนใบ ใช้ต้มกินเป็นยาระบาย ดอกคูน ไม่ใช่แค่สวยแต่ยังมีคุณสมบัติในการแก้ไขได้ด้วย ทานโดยลวก หรือทานสดๆก็ได้ ฝักคูน ที่สีดำๆยาวๆแตกง่ายๆนั้น เนื้อในฝักมีรสหวาน ทานเป็นยาระบาย และช่วยบรรเทาอาการแน่นหน้าอก แก้ขัดข้อ ด้วยค่ะ
ขนุน หมายถึง ให้การเกื้อหนุนผู้อยู่อาศัยให้ร่ำรวย เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น

ขนุน ชื่อสามัญเรียก Jackfruit Tree เป็นไม้ยืนต้นสูงกว่า 6 เมตร เรือนต้นทรงไข่ มัน้ำยางข้นเหนียวสีขาว ใบเดี่ยวเรียงแบบสลับ ทรงใบปลายมน เนื้อใบเงามันสีเขียว ดอกออกตามข้อกิ่ง ผลออกตามลำต้น ผลอ่อนมีกลิ่นหอม ผลแก่มีก้านผลจากลำต้น ผลขนาดใหญ่มีน้ำหนักมาก สีเหลือง เป็นผลรวมหลายเมล็ด เนื้อในขนุนสีเหลืองมีกลื่นหอม รสหวาน แต่มียางมาก นิยมรับประทานเป็นผลไม้ ขนุนเป็นผลไม้ตามฤดูกาล ออกหน้าร้อน ขนุนชอบแดดจัด กลางแจ้ง น้ำปานกลาง ดอกขนุนจะออกปีละ 2 ครั้ง ช่วงธ.ค.-ม.ค. และเมษ.-พ.ค.ของทุกปี

ประโยชน์ : ผลสุกใช้ทานเป็นผลไม้รสดี หอม หวานอร่อย ผลอ่อน ใช้ปรุงอาหารได้ เช่น ตำขนุนที่เป็นอาหารเหนืออันลือชื่อ ส่วนเมล็ดขนุน ต้มสุกแล้วใช้ทานได้ มีรสมันอร่อย เนื้อไม้ขนุน ใช้ทำพื้นเรือนและสิ่งก่อสร้างต่างๆได้ เพราะมีความแข็งพอประมาณ แต่ไม่ทนปลวกนะคะ นอกจากนี้ยังนิยมนำไม้ขนุนไปทำ ครก สาก หวี ระนาด ยังค่ะยังไม่ไหมดประโยชน์ของขนุน รากและแก่นขนุน ให้สีเหลืองจึงสามารถนำมาใช้ย้อมผ้าและแพรไหม ส่วนราก ยังนำมาปรุงเป็นยาแก้ท้องร่วง แก้ไข สุดท้ายคือใบ นำมาเผาไฟกับซังข้าวโพดให้ดำเป็นถ่าน แล้วใส่รวมกับกะลามะพร้าวขูดโรยรักษาบาดแผลได้ค่ะ
ชัยพฤกษ์ หมายถึง มีโชคชัย มีชัยชนะเหนือศัตรูและอุปสรรคต่างๆ

ชัยพฤกษ์ ชื่อสามัญเรียก Pink Cassia, เป็นพรรณไม้ยืนต้นสูงกว่า 4 เมตร ผลัดใบ เรือนยอดรูปร่ม แผ่กว้าง ใบประกอบขนนก รูปไข่แกมรูปรี ใต้ใบมีขน ออกดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง มี 5 กลีบ สีชมพู โคนคอดเป็นก้านดอกจำนวนมากออกดอกช่วงเดือน กุมภาพันธ์ - เมษายน ดอกจะสีเข้มกว่ากัลปพฤกษ์ ดอกมีความพิเศษตรงที่ เมื่อบานใหม่ๆจะเป็นสีชมพู แล้วเปลี่ยนเป็นสีเข้ม พอใกล้ดอกโรยสีดอกจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูอ่อนเกือบขาว ดอกออกตามซอกใบเป็นช่อตามยอด ชอบแดดจัด กลางแจ้ง น้ำปานกลาง

ประโยชน์ : เนื้อในฝักเป็นยาระบายอ่อนๆ ใช้ปลูกประดับในสวนของบ้านที่ต้องมีพื้นที่กว้างสักหน่อย หน้าดอกจะพราวดอกเต็มต้นสวยงาม เหมือนซากุระเมืองไทย
ไผ่สีสุก หมายถึง ความสุขกายสบายใจ ไร้ทุกข์โศกโรคภัย

ไผ่สีสุก มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Bambusa blumeana เป็นไม้ยืนต้นตระกูลไผ่ เมื่อโตเต็มที่สูงกว่า 10 เมตร ลำปล้องแข็ง ผิวเรียบเป็นมัน ข้อไม่พองออก มีหนามโค้งออกเป็นกลุ่มๆละ 3 อัน ลำต้นมีรูเล็กและเนื้อหนา ใต้ใบมีสีเขียวอมเหลือง ขอบใบสาก ใบเล็กมีขนอ่อนๆ ชอบแดดจัด น้ำปานกลางถึงน้อย ไผ่สีสุกนี้ทนแล้งได้ดี

ประโยชน์ : นิยมปลูกเป็นรั้วขอบแนวรอบบ้าน กันลม แบ่งอาณาเขต หน่อไผ่สีสุกเมื่ออยู่ใต้ดินใช้ปรุงอาหารรสดี เมื่อโผล่พ้นดินราว 20-30 ซม. นิยมนำไปทำหน่อไม้ดอง ให้รสเปรี้ยว มีสีขาว เนื้อไม่เปื่อยเหมือนหน่อไม้ชนิดอื่น ในชนบทนิยมใช้ลำไผ่ไปสร้างบ้าน เพราะเนื้อไม้ทีคุณสมบัติแข็วแรง ทนทาน และนำมาทำเครื่องจักสานได้ ไผ่สีสุกยังนิยมนำเยื่อมาทำกระดาษเพราะให้เนื้อเยื่อสูง
ทองหลาง หมายถึง เงินทอง ทรัพย์สิน มากมายไม่มีขัดสน

ทองหลาง มี ใบ 2 ชนิด คือ ทองหลางใบเขียว และทองหลางด่าง ซึ่งในที่นี้ก็ถือว่าเป็นนามมงคลทั้ง 2 ชนิด หรืออีกชื่อที่เรียกกันจนดู Hiso ก็คือ ปาริชาต นั่นเอง ส่วนที่นิยมปลูกกันมากได้แก่ ทองหลางด่าง ชื่อสามัญเรียก Variegated Coral มีทั้งดอกส้ม และดอกขาว เป็นไม้ยืนต้น สูงประมาณ 6 เมตร ผลัดใบในฤดูร้อนเพื่อรับดอก สูง 5 - 10 เมตร กิ่งอ่อนมีหนาม เรือนยอดเป็นพุ่มกลมโปร่ง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 3 ใบ ใบกลางจะโตกว่าสองใบด้านข้าง ออกดอกเป็นช่อยาวประมาณ 30 ? 40 ซ.ม. รูปดอกถั่ว สีแดงเข้ม ออกดอกระหว่างเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ผลเป็นฝักยาว 15 - 30 ซ.ม. โบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นทองหลางไว้ประจำบ้านจะทำให้มีทองมาก มีความร่ำรวย เพราะทองหลางเป็นไม้มงคลนาม คือมีทองมากมายหลากหลาย ทองหลางยังมีใบสีทองยังมีความสวยงาม ดุจประกายทองสีเหลือง ควรปลูกต้นทองหลางไว้ทางทิศเหนือผู้ปลูกควรเป็นผู้ที่เกิดในปีมะแมเพราะต้น ทองหลางเป็นต้นไม้ประจำปีมะแม และควรปลูกในวันเสาร์เพื่อความเป็นมงคลยิ่งขึ้น ทองหลางด่างชอบแดดจัด กลางแจ้ง น้ำปานกลาง

ประโยชน์ : ปลูกเป็นไม้ประดับ ใบทองหลางและยอดอ่อน ช่วยขับสมหะ แก้ลมพิษ แก้ตาแดงหรือนำใบมาตำผสมกับข้าวสารช่วยพอกฝี แก้ปวดแสบปวดร้อน ใบทองหลางเขียว นิยมนำมาทานกับเมี่ยงคำอีกด้วย
ทรงบาดาล หมายถึง ความยิ่งใหญ่ มีอำนาจน่าเกรงขาม ร่ำรวยทอง มั่นคง แข็งแรง

ทรงบาดาล ชื่ออื่น ขี้เหล็กบ้าน ขี้เหล็กหวาน สะเกิ้ง สะโก้ง ไม้พุ่มหรือต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 7 ม. ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก ออกสลับ ใบย่อย 5-10 คู่ รูปไข่หรือรูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง 1-2 ซม. ยาว 2.5-4 ซม. โคนและปลายมน หลังใบเรียบ ท้องใบมีขนประปราย ก้านใบสั้น ดอก สีเหลือง ออกเป็นช่อ มี 10-15 ดอก ก้านดอกรวมขนาด 2.5-5 ซม. ดอกย่อยขนาด 2.5-3 ซม. กลีบประดับรูปไข่ ขนาด 4-5 มม. ก้านดอกย่อยขนาด 1-2 ซม.กลีบรองดอก 5 กลีบ สีเขียวอมเหลือง กลีบดอก 5 กลีบ เกสรผู้ 10 อัน เป็นหมัน 3 อัน ผล เป็นฝักแบนเรียบ กว้าง 1-1.5 ซม. ยาว 7-20 ซม. เมื่อแก่จะแตกตามตะเข็บ มีเมล็ด 15-25 เมล็ด ผิวมันเป็นเงา กว้าง 4 มม. ยาว 8 มม. พบทั่วไปในแถบเอเชียเขตร้อน เป็นพืชชอบแดด ในประเทศไทยนิยมปลูกทั่วไป มักพบเห็นตามทางหลวง ที่ปลูกดอกเหลือง 2 ข้างทาง ออกดอกตลอดปี ชอบแดดจัด น้ำปานกลาง ทนแล้งได้ดี

ประโยชน์ : รากใช้ถอนพิษไข้
พะยูง หมายถึง การพยุงให้ดีขึ้น ในด้านฐานะของผู้อยู่อาศัย

พะยูง หรือ พยุง เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ผลัดใบ สูง 15-25 เมตร มีชื่อสามัญว่า Siamese Rosewood เปลือกสีเทาเรียบ เรือนยอดทรงกลมหรือรูปไข่ ใบ เป็นช่อแบบขนนกปลายใบเดี่ยว เรียงสลับ ใบย่อยเรียงสลับจำนวน 7 - 9 ใบ ขนาดกว้าง 3 - 4 เซนติเมตร ยาว 4 - 7 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้ม ท้องใบสีจาง ดอก ขนาดเล็กสีขาว กลิ่นหอมอ่อน ออกรวมกันเป็นช่อตามง่ามใบ และตามปลายกิ่ง ผล เป็นฝักรูปขอบขนานแบนบางขนาดกว้าง 1.2 เซนติเมตร ยาว 4 - 6 เซนติเมตร มีเมล็ด 1 - 4 เมล็ด พะยูงมักพบเห็นในป่าดิบแล้ง และป่าเบญจพรรณชื้น ทั่ว ๆ ไป ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ออกดอกเดือนพ.ค.-ก.ค. ส่วนฝักพะยูงจะแก่ในเดือนก.ค.-ก.ย.

ประโยชน์ : เนื้อไม้สีแดงอมม่วง ถึงแดงเลือดหมูแก เนื้อละเอียด แข็งแรงทนทาน ขัดและชักเงาได้ดี ใช้ทำเครื่องเรือน เกวียน เครื่องกลึงแกะสลัก ทำเครื่องดนตรี เช่น ซอ ขลุ่ย ลูกระนาด
กันเกรา หมายถึง ป้องกันภยันตรายต่างๆ และทำให้เสาบ้านมั่นคง

กันเกรา อีกชื่อเรียก ตำเสา หรือมันปลา ชื่อสามัญคือ Common Tembusu เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางจนถึงใหญ่ ไม่พลัดใบมีลำต้นสูงประมาณ 25 เมตร ทรงต้นเป็นรูปกระบอก เปลือกนอกหยาบสีน้ำตาลปนดำ ใบนั้นเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามกัน มีสีเขียวเข้มและมัน ใบจะหนาและมน โคนและปลายใบจะเรียวแหลม ใบกว้างประมาณ 1-2 นิ้ว ยาว ประมาณ 4 นิ้ว เวลาออกดอกจะออกเป็นช่อ เมื่อเริ่มออกใหม่จะมีสีขาว พอแก่จะมีสีเหลืองจนถึงสีเหลืองแก่ ดอกบานเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว โคนกลีบดอกจะเชื่อมติดกันเป็นหลอดรูปแจกันทรงสูงยาวประมาณ 0.5 นิ้ว ปลายดอกแยกออกเป็น 5 แฉก ผลนั้นตอนอ่อน ๆ จะเป็นสีส้ม แต่พอแก่แล้วจะเป็นสีแดงเข้ม ลักษณะผลจะเป็นลูกกลม ๆ กว้างประมาณ 6 มม. เหมาะจะเป็นไม้ให้ร่มเงาหรือไม้บังลม ดอกมีกลิ่นหอม ชอบแดดจัด น้ำปานกลาง

ประโยชน์ : เพราะเนื้อไม้ที่มีสีเหลืองอ่อนๆ และเสี้ยนตรงเนื้อละเอียด เนื้อไม้เหนียว แข็ง ทนทาน จึงนิยมในการทำเสาเรือน แก่นมีรสฝาดใช้เป็นยาบำรุงธาตุ แก้อาการแน่นหน้าอก เปลือกใช้บำรุงเลือด แก้ผิวหนังพุพอง

มาถึงตอนนี้ก็ทราบความหมายของไม้มงคลนามทั้ง 9 ชนิด สำหรับใช้วางศิลาฤกษ์ในพิธีปลูกบ้าน อาคารใหม่กันแล้ว หวังว่าข้อมูลนี้คงเป้นประโยชน์แก่ผู้อ่านไม่มากก็น้อย อย่างไรก็ตามบ้านจะอยู่ดี สบายใจ มั่นคง และเจ้าบ้านจะร่ำรวย มีอำนาจ วาสนา คงไม่ได้ขึ้นอยู่กับไม้มงคลนามเท่านั้น แต่การทำความดีและบุญก็ช่วยได้ในชาตินี้นะคะ

ที่มาจาก : homedd.com

วิธีดูแลบัวกระถางให้สวยเสมอ

บัว เป็นไม้น้ำชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ด้วยความงดงามของดอก ทั้งสวย และมีมากหลาหลายสี สามารถทำให้สวนของบ้านคุณสดใส พร้อมๆกับสร้างความชื่นได้ในเวลาเดียวกันอีกด้วย มีหลายคำถามจากผู้ชื่นชอบบัว ว่าตอนซื้อมานั้นแสนจะสวยงาม พอมาอยู่ที่บ้านเราได้ไม่นานก็ไม่เคยเห็นดอกเจ้าบัวสีอีกเลย อีกทั้งใบเอยก็เล็กลงเรื่อยๆ จริงๆแล้วการดูแลรักษาบัวให้สวยงามนั้นไม่ใช่เรื่องยากค่ะ เพียงแต่คุณต้องรู้เคล็ดลับของการบำรุงรักษาและความใส่ใจอีกนิดเท่านั้นเอง 



      บัว ก็เหมือนสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่ไม่ได้ต้องการเพียงน้ำอย่างเดียว แต่บัวยังต้องการสารอาหาร หรือปุ๋ยมาสร้างเสริมเติมแต่ง ช่วยให้บัวพันธุ์ดี คงความงดงาม และให้ดอกสม่ำเสมออีกด้วยค่ะ มาดูเคล็ดลับง่ายในการเลี้ยงบัวกัน

1. บัวต้องการปุ๋ยเพื่อความเจริญงอกงามและให้ดอก โดยการใช้ปุ๋ยเม็ดสูตร 16-16-16 หรือ 12-24-12 ห่อด้วยกระดาษทิซชูและฝังลงในดิน ส่วนมากนิยมสูตรเสมอ 16-16-16 ให้เดือนละครั้ง และที่ขาดไม่ได้คือ คุณต้องหมั่นริบใบเสีย หรือใบเน่า เจ้าพวกเศษใบไม้ สาหร่าย หอยตัวเล็ก ที่มาคอยกัดกินใบก็ต้องคอยดูเสมอค่ะ สำคัญที่สุดคือ บัว เป็นไม้น้ำที่ชอบแดดเหลือเกิน เมื่อปลูกไปได้สักพักจนโตเต็มที่แล้ว คุณต้องเอาเค้ามาโดนแดดกลางแจ้ง ยิ่งได้แดดมาก บัวยิ่งงดงามค่ะ ไม่เชื่อลองสังเกตบัวตามเกาะกลางถนนสิคะ ไม่มีใครใส่ใจเท่าไหร่ รับเพียงแดดยังอวดช่อชูดอกกันสะพรั่งปานนั้น

ถ้าเห็นว่าบัวมีอาการชะงักงันไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร สาเหตุเกิดจากดินในกระถางเน่าเสีย น้ำไม่ะอาดและมีกลิ่นเหม็น ต้องนำบัวขึ้นมาล้างราก และตัดให้สั้น เปลี่ยนดินใหม่และปลูกใหม่ เป็นดิน 1 ใน 3 ของกระถาง บัวจะเจริญงอกงามและให้ดอกสม่ำเสมอ ถ้าบัวแตกกอใหญ่ ก็ต้องเปลี่ยนกระถางให้ขนาดใหญ่กว่าเดิม เหมือนเสื้อที่คับไปน่ะค่ะ ก็จะทำให้เค้าไม่สบายตัว

      บัวไม่ชอบหน้าหนาว จึงมีอาการพักตัวหยุดเจริญงอกงามในบางพันธุ์ อย่าตกใจค่ะเพราะเป็นธรรมชาติของบัว ช่วงนี้ถ้าเป็นบัวปลูกมานานแล้ว ควรเปลี่ยนดินเปลี่ยนกระถางไปด้วยเลยก็จะเหมือน refresh ให้เค้าสดชื่นขึ้นใหม่อีกครั้งค่ะ

ที่มาจาก : homedd.com

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ