ss สุขภาพและความงาม | JIPATA INDEX นานาสาระน่ารู้
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพและความงาม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพและความงาม แสดงบทความทั้งหมด

ไม่อยากเป็นผู้หญิงกลิ่นตัวแรง อ่านตรงนี้

ไม่ว่าใครก็ชอบกลิ่นหอมชื่นใจด้วยกันทั้งนั้น แต่ถ้าเมื่อไรต้องเผชิญกับปัญหากลิ่นกายฉุนกึก สาวๆ จงอย่ารอช้า ขอให้รีบหาทางแก้ไขโดยด่วน

กลิ่นตัวเกิดจากต่อมเหงื่อที่ผลิตสารสีขาวขุ่นออกมา แล้วถูกย่อยโดยเชื้อแบคทีเรียซึ่งอาศัยอยู่บนผิวหนัง จึงทำให้เกิดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ โดยมักจะเกิดที่บริเวณใต้วงแขนมากกว่าส่วนอื่น ซึ่งมีหลายปัจจัยที่เป็นสาเหตุของกลิ่น
● ฮอร์โมน โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่นที่มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนมาก ก็ทำให้เกิดกลิ่นตัวเช่นกัน
● สภาพอากาศ ในสภาพอากาศร้อนหรือร้อนชื้น เชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังจะเพิ่มจำนวนมากเป็นพิเศษ และเป็นสาเหตุให้เกิดกลิ่นตัวได้ง่ายและรุนแรงขึ้น
● เสื้อผ้า เสื้อผ้าเนื้อหนาหรือผ้าใยสังเคราะห์จะระบายเหงื่อได้ช้าและเกิดความอับชื้นได้ง่าย
● อารมณ์ ความเครียด โกรธ หรือตกใจ จะกระตุ้นให้ต่อมเหงื่อขับเหงื่อออกมามากกว่าปกติ
● อาหาร ที่มีสารโคลีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ ตับ พืชประเภทฝักถั่ว หัวหอม กระเทียม และเครื่องเทศ รวมถึงการรับประทานอาหารรสจัด ล้วนแต่เร่งให้ต่อมเหงื่อขับไขมันออกมามากขึ้นทั้งสิ้น
● ภาวะผิดปกติทางร่างกาย เช่น การทำงานที่บกพร่องของระบบเผาผลาญอาหารบางระบบ หรือระบบการย่อยของเอนไซม์ ทำให้ร่างกายสร้างสารเคมีบางอย่างที่มีกลิ่นแล้วขับออกมาทางเหงื่อ
● ยา เช่น ยาทารักษาสิวทั่วไปที่มีส่วนผสมของ Benzoyl Peroxide มีผลข้างเคียงทำให้เกิดกลิ่นตัว
สารพัดวิธีกำจัดกลิ่น1. อาบน้ำให้สะอาด โดยอาจเลือกสบู่ที่ช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายควบคู่กัน
2. ปรึกษาแพทย์ ซึ่งอาจจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย หรืออาจฉีดโบท็อกซ์ที่ใต้วงแขน เพื่อลดปริมาณเหงื่อให้น้อยลงหรือแห้งสนิท ซึ่งตัวยาจะอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน
3. โอ-เลเซอร์ (O-laser) เพื่อทำลายต่อมเหงื่อใต้วงแขน โดยไม่ทำลายเส้นเลือดหรือผิวหนังแต่อย่างใด (Siam Swan Cosmetic Clinic โทร. 0-2260-2561 – 3 ราคา 30,000 บาท)
4. ใช้คลื่น RF ส่งผ่านอุปกรณ์การแพทย์ขนาดเล็ก โดยสอดเข้าไปใต้ผิวหนังบริเวณใต้วงแขนเพื่อลดการทำงานของต่อมเหงื่อ (Meko Beauty โทร. 0-2272-2121 ราคา 30,000 บาทต่อ 6 ครั้ง)
5. ถ้ามีปัญหากลิ่นตัวมากจนเกินเยียวยา แพทย์จะแนะนำให้ผ่าตัดเพื่อตัดต่อมไขมันใต้ผิวหนังออก หรือดูดไขมันบริเวณรักแร้ออก (ราคาประมาณ 15,000 บาท)
ข้อมูลจาก http://www.sudsapda.com/

ขั้นตอน และ เทคนิค การแต่งหน้า อย่างถูกวิธี

เริ่มต้นจากการล้างหน้าให้สะอาด ถึงแม้ว่าจะเป็นการล้างหน้าตอนเช้า เราก็ต้องใส่ใจ จริงอยู่ว่าเราอาจจะไม่มีเครื่องสำอางบนใบหน้า แต่เรายังมีครีมบำรุงที่ยังคงทิ้งร่องรอยไว้ และเซลล์ผิวเก่าที่ร่างกายของเราได้ผลัดเปลี่ยนขณะนอนหลับ ดังนั้น การล้างหน้าให้สะอาดในตอนเช้าจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ผู้หญิงเราหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย และต่อมาคือ การบำรุงผิวด้วยมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ รวมทั้งการปกป้องใบหน้าจากแสงแดด ด้วยการใช้ซันบล๊อค และเริ่มเมคอัพกันได้เลยค่ะ

1. ลงคอนซีลเลอร์ 
เพื่อปกปิดริ้วรอยหมองคล้ำรอบดวงตา ทำให้ใบหน้าดูสว่างขึ้น ด้วยการใช้ปลายนิ้วแตะคอนซีลเลอร์ใต้ตา แล้วค่อยๆเกลี่ยให้ชิดขนตาล่าง ให้ยาวตลอดจากหัวตาถึงปลายตา เพื่อให้เกิดความกลมกลื่น
หากคุณเป็นสาวผิวขาว ควรที่จะเลือกคอนซีลเลอร์โทนเหลืองที่ดูสว่าง แต่ถ้าหากคุณเป็นสาวผิวคล้ำ
หรือรอบตาคล้ำมาก เลือกคอนซีลเลอร์ที่ออกชมพูเล็กน้อยค่ะ
2. รองพื้น
มีอยู่มากมายหลายชนิด ตั้งแต่ครีม น้ำ เจล น้ำมันและแท่ง คุณควรจะเลือกให้เหมาะกับสภาพผิว เช่น
ผิวมันเลือกชนิดบางเบา ในรูปของเจลหรือน้ำ หากผิวแห้งมาก ก็อาจจะเลือกใช้รองพื้นที่มีส่วนผสมของน้ำมัน หรือถ้าหากว่าผิวหน้าเป็นสิว ก็ควรเลือกรองพื้นชนิด Oil Free
3. แป้ง 
มีทั้งแป้งฝุ่น แป้งพัฟฟ์และแป้งรองพื้น แป้งที่มีเนื้อบางเบาที่สุดก็คือ แป้งฝุ่น แต่หากว่าคุณต้องการใช้แป้งในการแต่งเติมและพกพาสะดวก ก็ควรใช้แป้งพัฟฟ์เอาติดกระเป๋าไว้ ส่วนแป้งรองพื้นนับว่าเป็นแป้งที่สะดวกใช้เช่นกัน แต่มีจุดด้อยที่แป้งรองพื้นจะมีเนื้อหนา
จะทำให้แต่งหน้าได้ลำบาก เพราะอาจจะดูไม่เป็นธรรมชาติเท่าที่ควร
4. แต่งคิ้วให้ได้รูป 
ด้วยการเขียนคิ้วให้เป็นรูป จากนั้นใช้แปรงปัดขนคิ้ว ปัดให้ขนตั้งเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบ
และถ้าอยากให้ขนคิ้วอยู่คงรูป ก็อาจจะใช้ปลายนิ้วแตะปิโตรเลี่ยมเจลลี่เบาๆแล้วไล้ที่ขนคิ้วให้อยู่คงรูป เรียงตัวอย่างเป็นระเบียบ
5. อายแชโดว์ 
แต่งแต้มเปลือกตา สาวๆรุ่นเล็กอาจจะดูสวยได้แค่ปัดเปลือกตาด้วยสีอ่อนๆ แต่หากต้องการให้เปลือกตาสวยอย่างครบถ้วนและดูดีมีมิติแล้ว ก็ควรจะเลือกแต่งเปลือกตา
ด้วยอายแชโดว์ 3 สี ที่มักจะถูกจับเป็นเซตในตลับ โดยใช้สีอ่อนสุดไล้ให้ทั่วเปลือกตา ด้วยแปรงสำหรับอายแชโดว์โดยเฉพาะ จากนั้นใช้อายแชโดว์สีที่สอง
ที่มีความเข้มปานกลาง ทาเปลือกตาช่วงรอยพับ หรือเวลาที่เราหลับตา
แล้วตานูนออกมานั่นล่ะ ทาให้ทั่วจนถึงขอบขนตา จากนั้นค่อยลงสีที่สาม ที่มีความเข้มมากกว่าสีอื่น
ใช้ปลายของฟองน้ำที่มีในตลับ เขียนเป็นเส้นให้ติดขอบขนตา
6. อายไลเนอร์ 
ขั้นตอนนี้อาจจะไม่จำเป็น หากคุณต้องการให้การแต่งหน้าของคุณดูเป็นธรรมชาติ การเขียนขอบตาด้วยอายไลเนอร์ให้ดูสวยงามก็คือ เขียนให้ชิดกับขอบขนตาและ
อาจจะเขียนเฉพาะขอบตาบนก็ได้ ถ้าหากไม่แน่ใจว่ามือของคุณนั้นแม่นพอ
7. ดัดขนตาและปัดมาสคาร่า 
การปัดมาสคาร่าให้ขนตาดูสวย งอนงามเป็นแผงนั้นควรจะทำควบคู่ไปกับการดัดขนตา และควรจะเลือกมาสคาร่าชนิดกันน้ำ เพื่อจะได้ไม่เลอะเทอะ หรือจะเลือกมาสคาร่าชนิดใสก็ได้ หากต้องการให้ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น

8. บลัชออน

เช่นเดียวกับอายแชโดว์ บลัชออนมีทั้งชนิดฝุ่น ครีมหรือน้ำ วิธีการทาบลัชออนให้สวยก็คือ ควรจะยิ้มเต็มที่เวลาที่ทา แล้วลงมือแต้มบลัชออนตรงพวงแก้มที่เปล่งที่สุด แล้วไล้เฉียงสูงขึ้นไปเล็กน้อยจนจรดตีนผม และหากคุณเลือกใช้บลัชอนชนิดฝุ่นก็ควรจะใช้คู่กับแปรงปัดแก้มปลายกลมค่อน ข้างใหญ่ จะปัดได้ดูสวยงามกลมกลืนกว่าแปรงปัดแก้มอันเล็กที่มาคู่กับบลัชออนในตลับ

9. เขียนขอบปาก 

สีดินสอเขียนขอบปากควรจะเป็นสีที่เข้ากันได้ดีกับสีลิปสติก การเขียนขอบปากจะทำให้ทาลิปสติกได้สวยขึ้นเพราะริมฝีปากจะดูได้รูปมากขึ้น หรือถ้าหาดินสอเขียนขอบปากมีสีเข้ากันกับลิปสติกไม่ได้ ก็ควรจะเลือกใช้ดินสอเขียนขอบปากที่มีสีใกล้เคียงกับริมฝีปากของคุณที่สุด
เพื่อความกลมกลืนไม่หลอกตา

10. ลิปสติก

เพื่อให้ได้ผลดี ควรทาลิปสติกด้วยพู่กันมากกว่าการใช้แท่งลิปสติกทาลงบนริมฝีปากเลย เพราะการใช้พู่กันจะทำให้สีของลิปสติกกลืนเข้ากับริมฝีปากได้ดีขึ้น เก็บรายละเอียดได้มากขึ้น เมื่อทาแล้วจึงค่อยเพิ่มความมันวาวด้วยลิปกลอส หากต้องการให้ปากแลดูชุ่มฉ่ำ แต่ก็ควรระวังไม่ให้มากหรือหนักมือเกินไป เดี๋ยวจะกลายเป็นปากมันเยิ้มแทน

ที่มาจาก : www.ladymodern.com

เอวอนชูสุดยอดนวัตกรรม "เอนิว 360ไวท์"

บริษัทเอวอน คอสเมติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทขายตรงด้านความงามอันดับ 1 ของโลก ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ความงาม จัดงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์บำรุงผิวล่าสุดระดับพรีเมี่ยมแบรนด์ในกลุ่ม ANEW “เอนิว 360 ํ ไวท์” อย่างยิ่งใหญ่  พร้อมสัมผัสความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีผ่านการฉายภาพยนตร์ 3 มิติ


          นอกจากการเสวนาด้านความงามเกี่ยวกับเทคโนโลยีพื่อความกระจ่างใสและคุณสมบัติ อันโดดเด่นของผลิตภัณฑ์โดย นายแพทย์ไพรัช บุญทรัพย์ทิพย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ และคุณลูกเกด เมทินี กิ่งพโยม ดารา-นางแบบชื่อดังแล้ว ภายในงานยังมีการนำเสนอนวัตกรรมอันก้าวล้ำของผลิตภัณฑ์

 เอนิว 360 ํ ไวท์ ผ่านการฉายภาพยนตร์ 3 มิติ ด้วยการจำลองภาพการทำงานของส่วนผสมอันทรงประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ต่อกระบวน การผลิตเม็ดสีเมลานินให้เห็นอย่างเด่นชัดด้วยภาพ 3 มิติ  สร้างความตื่นตาตื่นใจแก่แขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานเป็นอย่างมาก

          เอนิว 360 ํ ไวท์  เป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเพื่อความกระจ่างใสและลดเลือนรอยด่างดำ ด้วยเทคโนโลยี “ไวท์ทอลลิตี้” ที่ได้ผสาน 3 เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดจากเอวอนเข้าไว้เป็นหนึ่งเดียว  ที่ไม่เพียงแต่เปิดพลังเพื่อผิวแลดูกระจ่างใสเท่านั้น แต่ยังสร้างความมีชีวิตชีวาและเปล่งปลั่งให้แก่ผิวอีกด้วย และถือเป็นครั้งแรกในกลุ่มผลิตภัณฑ์ ANEW ที่ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ขึ้นจากการทำงานร่วมกันระหว่างนักวิทยาศาสตร์ชาว ญี่ปุ่น ดร. ยูจิ ยามากุจิ ผู้เชี่ยวชาญด้านงานวิจัยเกี่ยวกับเม็ดสีผิวแห่งมหาวิทยาลัย เจพี โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น และนักวิทยาศาสตร์อเมริกันแห่งสถาบันวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เอวอน เมืองซัฟเฟิร์น นิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา

          “เอนิว 360 ํ ไวท์เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อผิวแลดูกระจ่างใสและลดเลือนริ้วรอยในกลุ่มผลิตภัณฑ์ เอนิว ซึ่งถือเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ระดับโลกของเอวอน จากการศึกษามุ่งมั่นเรื่องความต้องการของผู้หญิงเอเชีย ทุ่มเทค้นคว้าวิจัยจากนักวิจัยทั่วทุกมุมโลกกว่า 100 คน เป็นเวลาต่อเนื่องกว่า 10 ปี ผ่านการทดสอบทางงานวิจัยเพื่อให้มั่นใจถึงประสิทธิภาพของนวัตกรรมแห่งความ กระจ่างใส แบบ  360 ํ จากเอนิว ไวท์ ” คุณวัลลภา นฤนาทวานิช กรรมการผู้จัดการประจำเอวอนประเทศไทย กล่าวทิ้งท้าย

          เกี่ยวกับเอวอน
          เอวอนเป็นบริษัทที่ใส่ใจเข้าใจผู้หญิงทั่วโลก    เป็นบริษัทผู้นำด้านความงามระดับโลก ด้วยรายได้ประจำปีประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ     ในฐานะที่เป็นบริษัทขายตรงที่ใหญ่ที่สุดในโลก เอวอนทำการตลาดสู่ผู้หญิงมากกว่า 100 ประเทศทั่วโลกโดยผ่านทางผู้จำหน่ายอิสระเอวอนกว่า 6.2 ล้านคน กลุ่มผลิตภัณฑ์เอวอน ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์ด้านความงาม ชุดชั้นใน และเครื่องประดับ เอวอนมีแบรนด์ที่มีชื่อเสียง ได้แก่ เอนิว (Anew), สกิน-โซ-ซอฟท์ (Skin So Soft), เอวอน โซลูชั่น (Avon Solutions), เอวอน แนชเชอรัลส์ (Avon Naturals)  หากต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเอวอน สามารถค้นหาข้อมูลได้ที่ www.avon.com หรือ  www.avon.co.th

          หากมีข้อสงสัยหรือต้องการสอบถามเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ

          แถลงข่าวในนาม         : บริษัท เอวอน คอสเมติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด
          รายละเอียดเพิ่มเติม     : มณธิตา ประณิธิพงศ์ (montita.pranitipong@avon.com)
                                             เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์และสื่อสารการตลาด  โทร 02-7299782

มาลดไขมันหน้าท้องกันเถอะ

ลดไขมันหน้าท้อง
เดินให้เร็วขึ้น

          เพียงก้าวเท้าให้เร็วขึ้นก็จะช่วยเผาผลาญแคลอรีมากกว่าเดิมถึง 25% และยังเน้นที่ไขมันรอบเอวอีกด้วย เพราะเคยมีการศึกษาจากมหาวิทยาลัยอลาสก้า พบว่า หากออกกำลังกายเพื่อเบิร์นแคอลรีในปริมาณเท่า ๆ กัน คนที่เบิร์นในระยะเวลาสั้นกว่า จะลดไขมันรอบเอวได้ถึงร้อยละ 20 ในขณะที่คนออกกำลังโดยใช้เวลานานนั้นแทบจะไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งมีวิธีปฏิบัติง่าย ๆ คือลองเดินเร็ว ๆ วันละ 30 นาที 2-3 สัปดาห์ โดยในการเดินให้ทดลองพูดด้วย หากพูดได้คล่องแสดงว่าเดินช้าไป

          Tip : หากเดินเร็ว ๆ ไม่ไหว ก็ให้สลับเดินเร็วกับช้าครั้งละ 3-5 นาที หรือจะฟังเพลงที่ให้จังหวะเดินไปด้วยก็ช่วยได้เช่นกัน

ออกกำลังด้วยลูกบอล

          เพื่อให้หน้าท้องกระชับ ลองใช้ลูกบอลทรงตัวในการออกกำลัง โดยการศึกษาจากมหาวิทยาลัยรัฐซานดิเอโก้ พบว่า ลูกบอลเหล่านี้จะทำให้คุณใช้กล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนบนมากขึ้น 40% กล้ามเนื้อข้างลำตัวอีก 47%

          แต่ถ้าไม่มีลูกบอล ให้ลองท่า Plank โดยนอนคว่ำลง ตั้งแขนเป็นมุมฉากให้ท่อนแขนรับน้ำหนักร่างกายส่วนบนเอาไว้ ยกสะโพกและขาขึ้นให้ร่างกายทำมุมขนานกับพื้นแล้วค้างไว้ 30-60 วินาที จากนั้น เปลี่ยนเป็นท่านอนตะแคง คือทรงตัวด้วยแขนข้างหนึ่ง ขาชิดกันแล้วยกแขนด้านตรงข้ามขึ้นหาเพดาน ค้างไว้ 30-60 วินาที

ยกน้ำหนักกันหน่อย

          การออกกำลังแบบแอโรบิก อย่างเช่น เดินเร็ว หรือวิ่งจ็อกกิ้ง ล้วนแต่ช่วยลดไขมันหน้าท้องได้ดี แต่การออกกำลังที่ต้องรับน้ำหนักจะช่วยกระชับส่วนเกินของคุณได้ดียิ่งขึ้น โดยงานวิจัยในอดีต พบว่า การยกน้ำหนักร่วมกับการออกกำลังแบบคาร์ดิโอจะช่วยลดไขมันได้มากกว่าเดิมถึง 2 เท่า หรือ 4 เท่า ในกรณีของไขมันหน้าท้องเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ การกินอาหารที่มีโปรตีนสูงก็จะยังช่วยได้มากขึ้นด้วย

          โบนัส : ปกติแล้วเมื่อคุณลดน้ำหนักมักจะลดทั้งเนื้อเยื่อไขมันและกล้ามเนื้อ แต่การยกน้ำหนักจะช่วยรักษาหรือเพิ่มกล้ามเนื้อเอาไว้ จึงช่วยให้การเผาผลาญเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โอกาสเกิดโย-โย่จะลดน้อยลง

ทรงตัวบนขาข้างเดียว

          ถ้าคุณฝึกกล้ามเนื้อเป็นประจำอยู่แล้ว นับว่าคุณดีกว่าผู้ใหญ่เกือบร้อยละ 80 ที่ไม่ฝึกเลย ซึ่งการศึกษาชี้ว่าแม้แต่ท่าพื้นฐานอย่างสควอตก็มีประโยชน์ในการเสริมความแข็งแกร่งให้แก่กล้ามเนื้อแกนร่างกาย และช่วยลดหน้าท้องให้แบนเรียบ แต่คุณอาจจะลองฝึกบาลานซ์ดูบ้างก็ได้นะ ง่าย ๆ เลยคือการยืนบนขาข้างเดียว เพียงยืนแล้วยกขาข้างหนึ่งขึ้นทำเป็นเลข 4 เมื่อเรามีฐานยืนเล็กลง ร่างกายเราจะต้องใช้กล้ามเนื้อแกนมากขึ้นโดยอัตโนมัติเพื่อทรงตัวไม่ให้ล้มนั่นเอง

นอนให้เร็วเข้าไว้

          การกินอาหารที่ถูกต้องและออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยป้องกันทั้งความเครียดและไขมันหน้าท้องหากคุณนอนหลับอย่างเพียงพอ ซึ่งการนอนน้อยจะทำให้ระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับระดับไขมันบริเวณหน้าท้อง โดยการศึกษาจากแคนาดาพบว่า คนที่นอนเพียง 5-6 ชั่วโมงต่อคืนโดยเฉลี่ย จะมีโอกาสมากกว่าคนทั่วไปถึง 35% ที่จะมีน้ำหนักขึ้น 10 ปอนด์ และร้อยละ 60 ของคนเหล่านี้ก็มีไขมันหน้าท้องมากกว่าคนที่นอน 7-8 ชั่วโมงด้วย

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ