ss อินเตอร์เน็ตและเว็บไซต์ | JIPATA INDEX นานาสาระน่ารู้
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อินเตอร์เน็ตและเว็บไซต์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อินเตอร์เน็ตและเว็บไซต์ แสดงบทความทั้งหมด

ร่งสปีดเน็ตให้กับเครื่องเรา


คงเป็นเพราะกระแสของผู้ใช้ไฮสปีดอินเทอร์เน็ตที่พุ่งทะลุเพดานอยู่ทุกวันนี้ ได้ยินคำถามจากผู้ใช้อยู่เป็นประจำเกี่ยวกับเทคนิคในการเพิ่มความ เร็วให้กับการเชื่อมต่อบรอดแบนด์บนระบบปฏิบัติการ Windows XP Pro โดยเฉพาะปี 2007 ปกติที่ ดีฟอลต์ ระบบปฏิบัติการ Windows XP Pro จะมีการสำรองแบนด์วิดธ์ของผู้ใช้ไว้ด้วยส่วนหนึ่ง แต่คุณสามารถเปลี่ยนแปลงค่าดังกล่าว เพื่อใช้แบนด์วิดธ์ส่วนนี้ได้อย่างง่ายดาย ถ้าพร้อมแล้วเราไปดูกันเลยครับ
1.ขั้นแรกคลิ้กปุ่ม Start เลือกคำสั่ง Run พิมพ์ gpedit.msc
2.แล้วคลิ้กปุ่ม OK ไดอะล็อกบ็อกซ์ Group Policy
3.คุณจะพบรายการ Local Computer Policy คลิ้กเครื่องหมายบวกที่อยู่หน้ารายการ เพื่อเปิดเซกชัน Administrative Templates
4. คลิ้กเครื่องหมายบวกหน้ารายการ Network
5.คลิ้กเลือกรายการ QoS Packet Scheduler ในกล่องด้านขวา
6.ดับเบิ้ลคลิ้ก Limit Reservable Bandwidth เลือก Enabled เปลี่ยน Bandwidth limit เป็น 0%
7.คลิ้ก Apply ตามด้วยปุ่ม OK
8.รีสตาร์ตเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ
แล้วลองสัมผัสประสบการณ์ความเร็วในการท่องเน็ตไฮสปีดที่เพิ่มขึ้นด้วยตาของคุณเองครับ
http://www.adslthailand.com/forum/viewtopic.php?t=67707

7 เทคนิคใช้โซเชียลมีเดีย

พออ่านข้อความนี้แล้วลองคิดตาม ว่า เทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้ความสุขลดลงจริงหรือไม่ หลายครั้งผมเองก็หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องมือสื่อสารต่างๆ ในยามพักผ่อน ลองนึกดูว่า คนที่ต้องเกาะติดอยู่กับโซเชียลมีเดีย ตลอดจะมีความสุขได้อย่างไร มีเทคนิคดังนี้




1. ใช้โซเชียลมีเดียให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของตน เว็บโซเชียลมีเดียที่ มีกันอยู่หลากหลายนั้น ต่างมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน เช่น เฟซบุ๊ค สามารถสื่อสารได้ทั้งตัวอักษรและรูปภาพ หรือบริการบล็อกสั้นอย่างทวิตเตอร์นั้น ใส่ได้เฉพาะตัวอักษร หากมองกันดีๆ ทวิตเตอร์ ไม่สูบพลังงานมากเท่าเฟซบุ๊ค

2. ใช้ช่วยเหลือผู้อื่น ลองใช้ความสามารถ ความรู้ หรือประสบการณ์ของคุณที่มีอยู่ นำไปตอบคำถามของเพื่อนๆ หรือบางครั้งตอบให้กับคนที่ไม่รู้จักบ้าง ซึ่งการทำแบบนี้ก็จะทำให้รู้สึก ว่า สามารถช่วยเหลือคนอื่นในเรื่องที่ตนเองถนัด บางครั้งอาจไม่ใช่แค่การตอบคำถาม แต่เป็นการช่วยบอกต่อ เท่ากับช่วยเพิ่มโอกาสในการได้รับความช่วยเหลือมากขึ้น

3. ใช้สอบถามความคิดเห็น ที่ตัดสินใจไม่ถูกว่า จะเลือกทางไหนดี ให้ลองเขียนลงบนเฟซบุ๊ค หรือทวิตเตอร์ ถามไปในโซเชียลเน็ตเวิร์คเหล่านั้น บางครั้งก็จะได้คำตอบที่ดีเกินคาด

4. ใช้ระบบส่งข้อความแบบส่วนตัวเพื่อสื่อสารเรื่องธุรกิจ ลองหันมาใช้ direct message ในทวิตเตอร์ หรือส่งข้อความส่วนตัวไปในเฟซบุ๊ค บางทีเพื่อนๆ หรือคนที่ติดตามอ่านเฟซบุ๊คของคุณอยู่ อาจอยากรู้ว่าคุณทำธุรกิจอะไร ที่ไหน บางครั้งเขาอาจกำลังมองหาคู่ค้าที่คุณถนัดอยู่พอดี หรือหากติดต่อสื่อสารกันไปได้จนสนิทสนม อาจสามารถต่อยอดไปยังธุรกิจได้

5. ใช้เพื่อให้มีเพื่อนคอยปรึกษา หลายครั้งที่เราเกิดความเครียดจากการทำงาน หรือเรียน อาจใช้ทวิตเตอร์หาเพื่อนคุย ต้องระวังว่าอย่าเผลอไปใช้ข้อความที่หยาบคายหรือฟังดูแรงนะครับ เพราะสิ่งเหล่านั้นอาจจะย้อนมาทำร้ายตัวเราได้ในอนาคต เช่น ตอนสมัครงาน เดี๋ยวนี้บางบริษัทมีการแอบไปอ่านเฟซบุ๊คของคนมาสัมภาษณ์ก่อนล่วงหน้า ทั้งนี้ เพื่อเรียนรู้ตัวตนของผู้สมัครที่บางครั้งอาจไม่สามารถสอบถามได้หมดในระยะ เวลาสัมภาษณ์นัดไว้ เป็นต้น

6. ใช้เพื่อหาเพื่อนใหม่ ผมต้องสารภาพก่อนเลยว่าผมได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ หลายคนผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งเพื่อนเหล่านี้ก็สนใจในเรื่องราวที่ผมสนใจเช่นกัน การพบเจอเพื่อนใหม่ ไม่ได้จำเป็นที่จะต้องออกไปพบเจอกันตามสถานที่ต่างๆ เสมอไป แต่บางทีการรู้จักการผ่านรูปภาพและตัวอักษร ก็ทำให้เราได้เพื่อนใหม่ง่ายขึ้น มากขึ้น โดยไม่รู้ตัวเชียวครับ

7. ใช้เพื่อหาข้อมูลความรู้ใหม่ ผมมักจะใช้ฟังก์ชันบุ๊คมาร์ค หรือ Add Favorite ของทวิตเตอร์อยู่บ่อยๆ เพราะเมื่อเราพบเห็นข้อความที่ดีๆ หรือเป็นข้อมูลที่น่าสนใจ ผมก็จะรีบบุ๊คมาร์คเก็บไว้ก่อน แล้วค่อยมาอ่านในภายหลังหากในขณะนั้นเรายังไม่ว่าง ซึ่งผมได้ข้อมูลในการทำงานหลายครั้งจากความพยายามที่จะ Add Favorite ข้อความที่น่าสนใจอยู่ตลอดเวลา

ลองนำไปใช้กันดูนะครับ หวังว่าเทคนิคเหล่านี้จะช่วยให้ทุกท่านสามารถใช้งานโซเชียลมีเดียอย่างมีความสุข 


ขอบคุณที่มา : http://www.bangkokbiznews.com

Web-based อนาคตใหม่ในการใช้งานโปรแกรม

ทำความรู้จัก Web-based

Web-based หมายถึงการทำงานผ่านทางโปรแกรม Browser ซึ่งอาศัยการเชื่อมต่อทางอินเตอร์เน็ต หมายความว่า เพียงแค่เรามีโปรแกรม Browser ไม่ว่าจะเป็น Internet Explorer, FireFox, Safari, Opera หรือแม้กระทั่ง Google Chrome ก็ตาม เราก็สามารถใช้งานโปรแกรม หรือ Applications ใดๆ ก็ได้ โดยโปรแกรมหรือ Applications เหล่านั้น จะติดตั้งบน Server แห่งใดแห่งหนึ่ง หรืออาจติดตั้งในสำนักงานใหญ่ของเรา


ตัวอย่างการใช้งาน Web-based
ตัวอย่างที่เราใช้งานกันบ่อยๆ ก็คือ ระบบอีเมลนั่นเอง โดยเฉพาะกับผู้ใช้งานฟรีอีเมล เช่น Gmail, Yahoo! Mail, Live Mail เป็นต้น คุณสังเกตุหรือไม่ว่า เราไม่จำเป็นต้องติดตั้งโปรแกรมใดๆ เลย เพียงแค่ใช้โปรแกรม Browser เข้าไปยังลิงค์ของเว็บที่เราต้องการเท่านั้น สำหรับในองค์กรใหญ่ๆ อาจมีการใช้ระบบเมล Microsoft Exchange ซึ่งก็จะมี Web Mail ให้สามารถตรวจสอบอีเมลผ่านหน้าเว็บได้เช่นกัน

Google กับ Web-based

Search Engine ยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง Google ก็ได้มีบริการการใช้งานผ่าน Web-based ให้แล้ว "Google Docs" คือผลงานของทาง Google ที่ให้บริการจัดทำเอกสารออฟฟิคผ่านทาง Web-based ซึ่งได้รับความนิยมมากพอสมควร นอกจากนี้ยังมีบริการผ่านหน้าเว็บอีกหลายๆ อย่างไม่ว่าจะเป็น การตรวจสอบไวรัสแบบออนไลน์ การใช้บริการจัดการฟรีตกแต่งภาพออนไลน์ เป็นต้น 

Microsoft กับ Web-based

แน่นอนครับ ทาง Microsoft เองก็ได้มีการเข้าร่วมในเทคโนโลยีใหม่นี้เช่นเดียวกัน ดังจะเห็นได้ว่า โปรแกรม Microsoft Office ได้มีการเพิ่มความสามารถในการใช้งานผ่านทาง Web-based แล้ว สังเกตุได้จากเวอร์ชั่นใหม่ๆ ของทาง Microsoft Office และโดยเฉพาะกับเวอร์ชั่น Microsoft Office 2010 ซึ่งน่าจะเห็นภาพได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ 

ข้อดีของเทคโนโลยี Web-based

  • สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป ก็คงทำให้การใช้งานสะดวกมากยิ่งขึ้น เพราะไม่ต้องเสียเวลามาติดตั้งโปรแกรม
  • สำหรับผู้ดูแลระบบ (Admin) ยิ่งสะดวกมากยิ่งขึ้น เพราะสามารถควบคุม และอัพเดทโปรแกรมในจุดเดียว
  • ค่าใช้จ่ายของ License และค่าบำรุงรักษา (Maintenance) น่าจะต่ำลง
  • ในส่วนของเครื่องคอมฯ หรือ ฮาร์ดแวร์ ยิ่งน่าจะสามารถใช้คอมฯ ทีมีคุณสมบัติต่ำลงได้ด้วยเช่นกัน
หวังว่าโทคโนโลยี Web-based จะเข้ามาช่วยลดค่าใช้จ่าย (ซึ่งเป็นความหวังของทุกองค์กร) รวมทั้งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานมากยิ่งขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องศึกษาให้ดีก่อนนำไปใช้งาน นั่นคือ ความเสถียรในเรื่องการเชื่อมต่อผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ซึ่งปัจจุบัน ความเร็วที่ได้รับ ยังคงขึ้นๆ ลงๆ อยู่ โดยเฉพาะกับผู้ใช้งาน ADSL ตามบ้าน ก็ขอฝากเป็นข้อคิดสำหรับผู้ที่กำลังพัฒนาโปรแกรมสำหรับระบบ Web-based ด้วยก็แล้วกัน..

ขอบคุณที่มา : http://www.it-guides.com/index.php/technology-updated/1317-web-based-application

กูเกิ้ลฟันธงสมาร์ทโฟนโค่นบัลลังก์พีซี

ล่าสุด Eric Schmidt ซีอีโอของ Google ได้ออกมาฟันธงกลางงานนี้ว่า ในที่สุดแล้ว “โมบายโฟน ก็คือ พีซ๊รุ่นใหม่ (สำหรับผู้บริโภค)” ซึ่งจากแนวโน้มของการที่สมาร์ทโฟนแซงหน้ายอดขายพีซี ก็พอจะแสดงให้เห็นแนวโน้มดังกล่าวได้


เรื่องราวกระแสของ Android ที่ได้รับการสนับสนุนมากมายจากผู้ผลิตอุปกรณ์ ตลอดจนโอเปอเรเตอร์ และนักพัฒนาแอพฯ Schmidt กล่าวว่า ปัจจุบัน Android ระบบปฏิบัติการของ Google มีสถิติการแอคทิเวตเฉลี่ย 300,000 เครื่องต่อวัน ในขณะที่มีสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ตมากกว่า 100 รุ่นที่ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Android โดยมีคู่แข่งอย่าง iOS ระบบปฏิบัติการสำหรับ iPhone และ iPad ของ Apple และ Windows Phone 7 ของ Microsoft “ยอดขายสมาร์ทโฟนแซงหน้าพีซีไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งพีซีไม่สามารถตามทันกระแสนี้ได้ สมาร์ทโฟนคืออนาคตของเกมส์ และการใช้งานแอพพลิเคชันต่างๆ ในทุกๆ อย่างที่เราคิด” เขากล่าว “ในที่สุดแล้ว คุณใช้มือถือเป็นเหมือนพีซีเครื่องใหม่ของคุณนั่นเอง” Schmidt ยังกล่าวอีกด้วยว่า สมาร์ทโฟนได้เติมเต็มคำทำนายของ Bill Gates ทีว่า “ผู้ใช้ทุกคนจะสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของโลกได้ด้วยปลายนิ้วสัมผัส” ให้ ถูกต้องสมบูรณ์

Google มีแผนที่จะออก Android เวอร์ชันใหม่สำหรับมือถือ และแท็บเล็ตในทุกๆ 6 เดือน ส่วน Chrome OS จะโฟกัสไปที่เน็ตบุ๊ค และพีซี โดยทาง Google ยังได้แสดงสาธิตแอพพลิเคชัน Android ตัวใหม่บนแท็บเล็ตที่สามารถตัดต่อวิดีโอได้คล้ายๆ กับ Windows Live Movie Maker อีกด้วย นอกจากการให้ข้อมูลข้างต้นแล้ว Schmidt ยังกล่าวย้ำว่า Microsoft คือคู่แข่งสำคัญของบริษัท หลังจากที่ก่อนหน้านี้ เขาเคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับกรณีที่ Bing ก็อปปี้ผลลัพธ์จาก Google และ Nokia เปลี่ยนใจไปใช้ Windows Phone 7 แทนทีจะป็น Android

Schmidt เชื่อ ว่า ในอนาคตแอพพลิเคชันทั้งหมดจะถูกพัฒนาด้วยมาตรฐานใหม่ของเว็บนั่นคือ HTML5 ทั้งแอพที่ใช้บนพีซี หรือโมบายโฟน เขายังคาดอีกว่า ระบบการชำระค่าบริการต่างๆ ด้วยโมบายโฟน (เทคโนโลยี NFC) จะกลายเป็นมาตรฐานในปีนี้ และถือว่าเป็นโอกาสใหญ่ของ Google นอกจากนี้ Schmidt ยังกล่าวอีกด้วยว่า ผลกระทบในระยะยาวของนวตกรรมทางเทคโนดลยีคือ การหาวิธีที่นำไปสู่หนทางที่ทำให้ผู้คนมีความสุขมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากผู้คนจะสามารถมีเวลา เพื่อทำบางสิ่งบางอย่างที่ต้องการ โดยเขายกตัวอย่างว่า “คุณจะไม่ลืมอะไรเลย (หรือไม่ได้จำอะไรเลย?) เพราะคอมพิวเตอร์จะจำเรื่องราวต่างๆ แทนคุณ คุณจะไม่หลงทางด้วยเทคโนโลยีแผนที่ คุณจะไม่รู้สึกเดียวดาย เนื่องจากสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของเพื่อนๆ ได้ตลอดเวลา และด้วยเทคโนโลยีแผนที่เช่นเดียวกันที่จะทำให้รถยนต์สามารถขับเคลื่อนได้ ด้วยตัวมันเอง” Schmidt ไม่ได้บอกว่า คุณจะไม่มีวันตาย :P แต่เขาบอกว่า สมาร์ทโฟนจะส่งข้อมูลเกียวกับสุขภาพของคุณไปยังโรงพยาบาล “มือถือของคุณ สามารถบอกคุณได้ว่า คุณกำลังจะหัวใจวาย คุณควรจะไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้”

ขอบคุณที่มา : ตลาดดอทคอม

ส่วนแบ่งตลาด Bing โต Google ตก!!!

ไมโครซอฟท์ (Microsoft) วางตำแหน่งทางการตลาดให้กับ Bing เป็น decision engine แทนที่จะเป็น search engine แบบเดียวกับ Google ด้วยเหตุผลทีว่า Bing สามารถให้ผลลัพธ์ของการค้นหาที่ดีกว่าด้วยวิธีที่ง่ายกว่า แนวคิดของนักการตลาดของไมโครซอฟท์อาจจะถูกต้องก็ได้


Experian Hitwise รายงานว่า เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา อัตราการค้นพบผลลัพธ์ที่น่าพอใจของ Bing อยู่ที่ 81.5% ในขณะที่ Google อยู่ที 65.6% เท่านั้น ซึ่งน่าตกใจไม่น้อยที่ความแตกต่างของเปอร์เซนต์ดังกล่าวสูงมากทีเดียว ข้อมูลจากทาง Experian มาจากการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ใช้ 10 ล้านรายในสหรัฐฯที่ประสบความสำเร็จในการใช้เสิร์ชแล้วคลิกลิงค์จากหน้า ผลลัพธ์ไปยังเว็บไซต์ที่ต้องการ โดยข้อมูลการค้นจากผู้ใช้ Bing ในเดือนมกราคม 81.5% ได้ผลลัพธ์ทีต้องการ

นอกจากนี้ เปอร์เซ็นต์ความสำเร็จในการค้นหาด้วย Yahoo ต่ำกว่า Bing เล็กน้อยคือ 81.4% ซึ่งก็น่าจะเป็นเช่นนั้น เนื่องจากว่า ผลลัพธ์การค้นของ Yahoo ในสหรัฐฯ ได้รับการสนับสนุนจาก Bing นอกจากเปอร์เซ็นต์ความสำเร็จในการใช้ Bing จะสูงมากแล้ว ส่วนแบ่งตลาดการใช้ Bing ในสหรัฐฯ ยังมีการเติบโตอย่างน่าสนใจอีกด้วย โดยโดขึ้น 21% จาก 10.6% ในเดือนธ.ค. 2010 เป็น 12.81% ในเดือนมกราคม 2011 ขณะเดียวกัน Google กลับมีส่วนแบ่งตลาดตกลง 2% จาก 69.67% เป็น 67.95%

แหล่งที่มา : Bing, Google, hitwise

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ