ss แม่และเด็ก | JIPATA INDEX นานาสาระน่ารู้
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แม่และเด็ก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แม่และเด็ก แสดงบทความทั้งหมด

อ่านนิทานให้เด็กฟังก่อนนอน…เสริมสร้างทักษะที่ดี

การอ่านนิทานภาพให้ลูกฟัง ถือเป็นการส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ ของเจ้าตัวน้อยทางอ้อม


พัฒนาการด้านใดบ้าง “ปองกมล” อธิบายไว้ในคอลัมน์ “Bookstart” นิตยสาร “Mother & Care” ดังนี้
1.ด้านภาษา ถ้าเป็นเด็กวัยขวบปีแรก การที่เด็กได้ฟังนิทานจะเป็นการสะสม “คลังคำศัพท์” ในสมองโดยไม่รู้ตัว ส่งผลต่อพัฒนาการด้านการพูด ส่วนเด็กวัยอนุบาลขึ้นไปจะมีพัฒนาการทางภาษา ใช้ภาษาสละสลวย อ่านหนังสือเร็วและแตกฉานกว่าเด็กที่ไม่เคยผ่านการฟังนิทานมาก่อน
2.จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ สิ่งสำคัญในการส่งเสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ที่ดี จะมาจากการที่พ่อแม่อ่านไป ถามไป เช่น ถ้าเป็นแบบนี้จะเป็นอย่างไร ถ้าเนื้อหาของเรื่องเปลี่ยนไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเป็นเขา (เด็ก) จะแก้สถานการณ์อย่างไร ฯลฯ
3.รสนิยมด้านศิลปะและความงาม นิทานภาพสำหรับเด็กที่มีชื่อเสียง ส่วนใหญ่จะมีภาพประกอบสวยงาม ใช้โทนสีอบอุ่น องค์ประกอบภาพงดงามลงตัว การที่เด็กได้ดูภาพ ได้ฟัง ได้อ่านหนังสือที่มีภาพประกอบสวยงามเป็นประจำจะทำให้ซึมซับเรื่องของ สุนทรียะและความงามโดยไม่รู้ตัว หากส่งเสริมให้ลูกมีกิจกรรมศิลปะก็จะเป็นการส่งเสริมทักษะด้านศิลปะให้เด็ก
4.บริหารกล้ามเนื้อมัดเล็กและมัดใหญ่ การเปิดหนังสือทีละหน้าๆ สำหรับเด็กวัยสองขวบปีแรก เป็นการบริหารกล้ามเนื้อมัดเล็ก ถ้าหมั่นหากิจกรรมต่อยอดจากนิทานก็จะยิ่งทำให้เด็กได้ใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก (นิ้วมือ) และมัดใหญ่มากขึ้น
5.การคิดวิเคราะห์/คิดเชื่อมโยง ทักษะข้อนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าหากว่าในระหว่างที่เล่านิทานไม่ได้ตั้งคำถามให้เด็กคิด หรือให้เด็กแต่งตอนจบขึ้นมาใหม่ก็ได้
6.ทักษะด้านคณิตศาสตร์/วิทยาศาสตร์ ทักษะสองอย่างนี้อยู่ที่การทำกิจกรรมเป็นหลัก อย่างเช่น ถ้าชวนเจ้าตัวเล็กทำขนมไข่เหมือนกุริกุระ การชั่ง ตวง วัด หรือให้เด็กนับชิ้นขนมที่ทำเสร็จเป็นการฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ตอนทอดแป้งให้เด็กสังเกตความร้อนที่ทำให้ขนมสุกเป็นการสอนวิทยาศาสตร์
7.ทักษะการสังเกต นิทานภาพสำหรับเด็กส่วนใหญ่มักจะมีภาพสัตว์ตัวเล็กๆ แอบอยู่มุมใดมุมหนึ่งของหนังสือ ลองทำเป็นเกมเล่นแข่งขันกันหาสัตว์ต่างๆ เหล่านี้ดู
8.ฝึกความจำ แกล้งอ่านผิด อ่านข้าม อ่านเพี้ยน เด็กจะทักขึ้นมาทันที หรือว่าเปลี่ยนให้เด็กลองเล่าเรื่องดูบ้าง แล้วเราจะได้เห็นความมหัศจรรย์ความจำของเด็ก
อย่าเพิ่งเชื่อจนกว่าจะได้ลองอ่านนิทานให้เจ้าตัวเล็กฟังทุกคืนก่อนนอน
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าวคุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ข่าวสดและ http://variety.teenee.com/foodforbrain/12157.html

การดูแลสุขภาพระหว่างตั้งครรภ์

การดูแลสุขภาพระหว่างตั้งครรภ์
ระหว่างการตั้งครรภ์จะมีอาการแพ้ท้องในระยะ เดือนแรก ในเวลาตื่นนอนจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน มึนศรีษะ บางคนอาจจะมีอาการแพ้มากกว่าปรกติ คุณแม่มือใหม่ก้ควรหาน้ำผลไม้ดื่มและมีอะไรรองท้องสักนิด จะเป็นขนมปังกรอบก็ได้หรือบางคนอาจจะได้กลิ่นอาการก็จะเหม็น ในอาหารที่มีกลิ่นฉุนจัด
แต่ยังไงคุณแม่มือใหม่ก็สามารถทานอาหารที่มีรสเปรี้ยวได้ในเวลาตั้งครรภ์ส่วนนึงก็จะมีอาการของการปวดหลัง ร้าวไปถึงต้นขา ก็ควรเลี่ยงในการยกของหนักเกินไป หรือเลี่ยงการยืนนาน ๆ และคุณแม่มือใหม่เวลาตั้งครรภ์จะทำให้ข้อ และกระดูกความแข็งแรงจะลดน้อยลงเวลานอน
ก็ควรนอนในพื้นที่เรียบๆ หรือใช้หมอนหนุนหลังเวลาที่จะนั่ง หรือเวลาที่ต้องการหยิบของก็ควรนั่งหยิบแทน และก็ไม่ควาใส่รองเท้าส้นสูง ควรมีการผ่อนคลายด้วยการนวดเบา ๆ ก็จะเป็นการดีนะจ๊ะ
http://www.variousshop.com/

ทีวีเป็นภัยต่อสมองทารก

ผลการวิจัย พบทารกและเด็กเล็กเมื่อยามที่อยู่หน้าทีวีจะได้ยินเสียงผู้ใหญ่ ที่จำเป็นต่อการพัฒนาสมองน้อยลงทำให้สมองด้วยการพัฒนา...


นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยแห่งวอชิงตันค้นพบว่า พ่อแม่ที่ฝากลูกเล็กไว้กับโทรทัศน์จะทำให้สมองของลูกเป็นอันตราย พวกเขาได้พบว่า เพราะเหตุที่ทารกและเด็กเล็กเมื่อยามที่อยู่หน้าทีวีจะได้ยินเสียงผู้ใหญ่น้อยลงและตัวเองก็ใช้ เสียงน้อยลงไปด้วย จะทำให้สมองด้อยพัฒนาลง

นิตยสาร "เดอะ นิว ไซเอนทิสต์" ชื่อดังรายงานผลการศึกษาว่า  หัวหน้าคณะผู้ศึกษา นายดมิตริ คริสตากิส กล่าวว่า เด็กจำเป็นจะต้องได้ยินเสียงของผู้ใหญ่ ถึงแม้ข้อเท็จจริงของอันตรายของทีวีจะยังไม่แน่ชัด  แต่ก็มีหลักฐานมากขึ้นเรื่อยๆ

การศึกษาได้ทำกับทารก อายุระหว่าง 2-48 เดือน 329 คน โดยใช้เครื่องอัดเสียงคอยบันทึกเสียงที่ทารกได้ยินเข้าหูตลอด 24 ชม. ได้พบว่าทารกยังดูโทรทัศน์ไม่เป“นและมันยังทำให้ได้ยินเสียงพูดของผู้ใหญ่น้อยลงไปถึง 770 คำ เฉลี่ยแล้วน้อยลงไปร้อยละ 7 นอกจากนั้น  ทารกที่ปล่อยให้ดูทีวี ยังมีเวลาสังสรรค์กับผู้ใหญ่น้อยลงด้วย

หัวหน้าคณะกล่าวว่า "สมองของทารกแรกเกิดจะเจริญก้าวหน้าเร็วมาก เครื่องที่มากระตุ้นสมองจึงสำคัญกับการก่อรากฐานของความเจริญก้าวหน้าต่อไปอย่างยิ่ง คำทุกคำที่ทารกได้ยินและทุกครั้งที่ได้ยิน จึงสำคัญมาก พ่อแม่ไม่ควรจะปล่อยให้ทารกอยู่กับทีวี ในช่วง 2 ขวบแรก ผิดกับเด็กวัยเกิน 2 ปีไปแล้ว จะเรียนรู้ศัพท์จากทีวีมากที่สุด"

ขอบคุณที่มา : ไทยรัฐออนไลน์

เลี้ยงลูกรักให้มีพัฒนาการสมวัย

คุณหมอ ขอแนะนำ 8 ข้อ เพื่อช่วยให้เพิ่มความมั่นใจของคุณพ่อคุณแม่ ที่จะเลี้ยงลูกให้เจริญเติบโตมีพัฒนาการที่ดี สมกับความรักความเอาใจใส่ที่คุณมีให้ต่อสมาชิกตัวน้อยในครอบครัว


ข้อแรก สร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย การสร้างสภาพแวดล้อมของเด็ก "มั่นคงปลอดภัย" "ตอบสมองลูกได้อย่างเหมาะสม" "คาดการณ์ได้" 
"มั่นคงปลอดภัย" คือ การนำสิ่งที่อาจเป็นอันตรายกับลูกได้ ออกไปจากสิ่งแวดล้อมของลูก
"ตอบสนองลูกได้อย่างเหมาะสม" คือ ตอบสนองความต้องการของลูกในเวลาที่งอแง เช่น พูดคุย โอบกอด เปลี่ยนผ้าอ้อม หรือให้นม
"คาดการณ์ได้" คือ ดำเนินกิจวัตรประจำวันของลูกให้มีกำหนดเวลาที่แน่นอน (แต่อาจยืดหยุ่นได้บ้าง) เพื่อให้ลูกเรียนรู้ว่า ขณะนี้เขาจะคาดหวังอะไรได้จากโลกรอบๆ ตัวเขา

ข้อที่สอง สร้างโอกาสในการเรียนรู้ให้แก่ลูก สมองจะเติบโตได้ดี ถ้ามีโอกาสได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับประสบการณ์เดิม

ข้อที่สาม
 ดูแลโภชนาการ นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุด สำหรับพัฒนาการของสมองลูก แต่ต้องไม่ลืมสร้างพฤติกรรมการกินที่เหมาะสม

ข้อที่สี่
 พูดคุยกับลูก เมื่อลูกยังเป็นทารก คุณควรสบตาลูก ยิ้ม เห่กล่อมด้วยเสียงที่เป็นจังหวะอ่านหนังสือให้ลูกฟัง ร้องเพลง แต่เมื่อลูกโตขึ้น คุณควรพูดคุยกับเขา อธิบายเมื่อเขาถาม ตั้งคำถามด้วยคำถามที่สมวัยให้ลูกตอบ

ข้อที่ห้า จำกัดเวลาในการดูโทรทัศน์ อย่าใช้โทรทัศน์ช่วยเลี้ยงลูก เพราะลูกต้องการปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ไม่ใช่โทรทัศน์

ข้อที่หก ส่งเสริมพัฒนาการของลูกอย่างสมดุลรอบด้าน อย่ามุ่งเน้นเพียงพัฒนาการด้านใดด้านหนึ่ง แต่ควรคำนึงว่า พัฒนาการเด็กต้องพัฒนาทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์ สังคม คุณธรรม และจิตวิญญาณ จึงไม่ควรส่งเสริมลูกเพียงการอ่าน/ การเขียน เท่านั้น

ข้อที่เจ็ด
 ตรวจคัดกรองพัฒนาการเป็นระยะๆ นอกเหนือจากการวัดการเจิรญเติบโตของลูก ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักหรือส่วนสูง ซึ่งจัดเป็นหนึ่งในพัฒนาการทางด้านร่างกายแล้ว การประเมินพัฒนาการเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากพ่อแม่จะได้ทราบว่า ลูกมีระดับพัฒนาการสมวัยหรือไม่ ถ้าลูกมีพัฒนาการสมวัย พ่อแม่จะได้รู้แนวทางในการส่งเสริมพัฒนาการขั้นต่อไป

จากการศึกษา พบว่า หากมีการตรวจคัดกรองพัฒนาการตั้งแต่แรกเริ่ม และในกรณีที่มีความล่าช้า ให้ความช่วยเหลือด้านพัฒนาการตั้งแต่แรกเริ่ม จะช่วยให้เด็กพัฒนาได้เต็มศักยภาพของตน และมีผลดีกว่าที่จะรอ จนเด็กแสดงปัญหาทั้งด้านพัฒนาการและพฤติกรรมออกมาแล้ว

ข้อที่แปด
 อย่าลืมดูแลตัวคุณเอง พ่อแม่ที่มีความเครียดมีแนวโน้มทึ่จะส่งต่อความเครียดไปยังลูก และส่งผลเสียต่อพัฒนาการของสมองลูกรัก ดังนั้น พ่อแม่จึงควรดูแลเอาใจใส่ตนเอง หาเวลาอยู่กับตัวเองบ้าง อ่านหนังสือ หรือหาโอกาสพูดคุยกับคนที่มีประสบการณ์ในการเลี้ยงเด็กมาก่อน เพื่อช่วยให้คลาดความกังวลต่อการเลี้ยงลูก

ขอบคุณที่มา : คลินิกพัฒนาการเด็ก โรงพยาบาลกรุงเทพ

เคล็ดลับเลี้ยงลูกให้ฉลาด สดใส แข็งแรง

เป็นที่ทราบกันดีว่าการเลี้ยงลูกรักในช่วงประถมวัยไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะเด็กในวัยนี้มีกิจกรรมให้ทำมากกว่าเด็กทารกและเด็กก่อนวัยเรียนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การบ้าน กีฬา รวมไปถึงกิจกรรมเสริมนอกหลักสูตรต่างๆ  นอกจากนี้ เด็กในวัยซนนี้ก็ต่างไปจากลูกๆ  ที่อยู่ในช่วงวัยรุ่น เพราะวัยนี้กำลังอยู่ในวัยแห่งการเรียนรู้สิ่งใหม่ และเริ่มมีความเป็นตัวของตัวเอง รวมถึงต้องการทำอะไรด้วยตนเอง  ดังนั้น จึงต้องการการดูแลและคำแนะนำสั่งสอนจากพ่อแม่อย่างใกล้ชิดตลอดเวลา 


สำหรับเด็กในวัยเรียนอายุระหว่าง 6-12 ปี ควรได้รับการปลูกฝังลักษณะนิสัยที่ดี ซึ่งจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีในอนาคตทั้งแก่ตัวเด็กเองและพ่อแม่ เพื่อให้พวกเขามีสุขภาพกายใจที่สมบูรณ์แข็งแรง ฉลาด สดใสสมวัย พ่อแม่ควรสนับสนุนให้เด็กวัยเรียนมี 7 อุปนิสัยที่ดีดังนี้ 

1.รับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์

พ่อแม่ควรพยายามกระตุ้นให้ลูกๆ รับประทานอาหารที่หลากหลายในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อกระตุ้นให้เด็กๆ เจริญอาหาร และให้ได้รับสารอาหารครบถ้วนและสมดุล ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารไม่ครบมื้อ โดยเฉพาะการงดอาหารเช้า เพราะเป็นอาหารมื้อแรกของวัน ซึ่งจะช่วยเติมเต็มพลังงานและสารอาหารให้แก่ร่างกาย และยังช่วยให้เด็กมีความสามารถในเรียนหนังสือได้ดียิ่งขึ้น


นอกจากนี้ พ่อแม่ยังสามารถปลูกฝังนิสัยเลือกรับประทานเฉพาะอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ด้วยการควบคุมการรับประทานของหวานและอาหารทอด เลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาล ไขมันและโซเดียมสูง โดยแนะนำให้ลูกรักรู้จักรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ประเภทโฮลเกรน หรือธัญพืชเต็มเมล็ด อย่างเช่น อาหารเช้าซีเรียลที่ทำมาจากโฮลเกรน เพียงหนึ่งชามในตอนเช้าก็ช่วยเติมพลังงานและพร้อมเรียนรู้อย่างมีสมาธิ จากผลการศึกษาของเนสท์เล่ พบว่าการรับประทานโกโก้ ครั้นช์ โฮลเกรน ซีเรียล หนึ่งถ้วยผสมกับนม มีปริมาณน้ำตาลเท่ากับแอปเปิ้ลเพียง 1 ผล และน้อยกว่าขนมปังปิ้งทาแยม 2 แผ่น ซึ่งเป็นอาหารเช้าที่หลายคนชอบบริโภค

ส่วนปริมาณไขมัน โกโก้ ครั้นช์ โฮลเกรน ซีเรียล มีเพียงแค่ 6 กรัม ซึ่งน้อยกว่าการบริโภคข้าวผัด ไส้กรอก และไข่ดาว ที่มีปริมาณไขมันถึง 21.6 กรัม และมีไขมันต่ำกว่าการบริโภคก๋วยเตี๋ยว หรือเบคอน 3 ชิ้น หรือแม้แต่โดนัท 1 ชิ้น  อีกทั้งยังมีปริมาณโซเดียมต่ำกว่าซาลาเปาหมูสับ
1 ลูก และขนมปังทาเนย 1 แผ่นอีกด้วย

ในแต่ละวันเด็กในวัยเรียนควรได้รับประทานผักผลไม้ประเภทต่างๆ รวมถึงโฮลเกรน หรือธัญพืชเต็มเมล็ด ซึ่งผ่านการขัดสีน้อย เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นไฟโตนิว เตรียนท์ และใยอาหารต่างๆ อย่างครบถ้วน ซึ่งใยอาหารนี่เองที่จะช่วยป้องกันอาการท้องผูกและช่วยควบคุมน้ำหนักตัว พร้อมกันนั้น พ่อแม่ก็ควรอธิบายให้เด็กๆ เข้าใจถึงคุณค่าทางโภชนาการที่จะได้รับจากอาหารที่รับประทานเข้าไป เพื่อให้ลูกรักสามารถเลือกซื้ออาหาร
ที่โรงเรียนได้อย่างชาญฉลาด

2.ดื่มน้ำเป็นประจำเด็กๆ มักจะลืมดื่มน้ำ ประกอบกับขนาดร่างกายที่ยังเล็กอยู่ทำให้เด็กๆ เกิดอาการขาดน้ำได้ง่าย ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ อ่อนเพลีย อิดโรย และท้องผูก ร่างกายของเด็กจำเป็นต้องได้รับน้ำเพื่อที่จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและช่วยร่างกายทำงานได้เป็นปกติ จำไว้ว่าควรให้เด็กจิบน้ำเป็นประจำ โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศร้อนชื้น และอย่ารอจนกระทั่งรู้สึกกระหายจึงดื่มน้ำ

3.ขยันเคลื่อนไหว
เด็กส่วนใหญ่ใช้เวลาว่างไปกับกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวน้อย เช่น ดูโทรทัศน์ และ เล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ ซึ่งกิจกรรมลักษณะนี้อาจก่อให้เกิดภาวะน้ำหนักตัวเกินหรือโรคอ้วนได้ พ่อแม่ควรสนับสนุนให้เด็กเล่นกิจกรรมที่สร้างความกระฉับกระเฉงและมีการเคลื่อนไหวมาก เช่น ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน หรือเล่นเกมส์กีฬากลางแจ้ง โดยลองให้วัยซนของคุณได้ออกแรงสนุกไปกับกิจกรรมโปรดเพื่อการออกกำลังกายสัก 20 นาทีต่อวัน

4.พิชิตความเครียดอย่างเหมาะสม
อย่าคิดว่าเด็กวัยเรียนจะไม่ต้องกังวลกับอะไร พวกเขาอาจเผชิญกับความเครียดได้เช่นกัน ทั้งการเรียนที่โรงเรียน การบ้าน การสอบ แม้กระทั่งความกดดันจากความคาดหวังในตัวพวกเขาจากคุณพ่อคุณแม่ หรือความต้องการเอาชนะเพื่อนๆ นอกจากนี้ สภาพแวดล้อมก็มีส่วนส่งผลให้เกิดความเครียดได้ เช่น เมื่อเด็กเห็นพ่อแม่ทะเลาะถกเถียงกัน เมื่อโดนเพื่อนจอมเกเรกลั่นแกล้งหรือเมื่อสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็กไม่ปกติ และความเครียดนี่เองที่จะเป็นตัวการทำร้ายสุขภาพของลูกๆ ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ ฉะนั้น พ่อแม่ควรแนะนำให้ลูกรักเรียนรู้วิธีกำจัดความเครียดที่เหมาะสม เช่น การฟังเพลง วาดรูประบายสี เดินเล่นและการพูดคุยปรึกษากัน

5.นอนหลับให้เพียงพอ
เมื่อจอมซนต้องเผชิญกับกิจกรรมต่างๆ มาทั้งวัน ควรให้พวกเขาได้นอนหลับสนิทเพื่อเป็นการพักผ่อนอย่างเต็มที่ เป็นการชาร์ตพลังกายและคืนความสดชื่นแจ่มใสในรุ่งเช้าวันใหม่ เด็กที่พักผ่อนไม่เพียงพอจะเรียนได้ไม่ค่อยดี ไม่มีสมาธิ และส่งผลต่ออารมณ์ทำให้หงุดหงิดง่าย สำหรับการนอนหลับนั้นจะช่วยให้การเจริญเติบโตของร่างกายเป็นไปอย่างปกติ เนื่องจากระหว่างนอนหลับฮอร์โมนที่ใช้ในการเจริญเติบโตจะถูกปล่อยออกมา ดังนั้น เด็กๆ ควรนอนหลับพักผ่อนอย่างน้อย 8 ชั่วโมงทุกคืน

6. กระตุ้นทักษะความคิดและสติปัญญา
สติปัญญาเป็นจุดเริ่มต้นของความคิดสร้างสรรค์ อยากให้ลูกๆ ฉลาดต้องปล่อยให้พวกเขาได้คิดอย่างอิสระ ลองกระตุ้นให้เด็กๆ สนุกกับกิจกรรมที่เสริมสร้างการแสดงออก อาทิ การเล่นดนตรี งานเขียน ศิลปะ การฝึกพูดในที่สาธารณะ หรือให้พวกเขาได้ลองบอกเล่าถึงความใฝ่ฝันและความรู้สึกนึกคิดในเรื่องต่างๆ หรือไม่ก็ฝึกให้เขารักการอ่าน ซึ่งจะทำให้ลูกของคุณเข้าใจชีวิตในหลากแง่มุมด้วย ยิ่งไปกว่านั้น คุณยังสามารถทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ ร่วมไปกับลูกเพื่อสร้างทักษะความรู้ความชำนาญในหลายๆ ด้าน เช่น ฝึกทำอาหารง่ายๆ ร่วมกับคุณแม่ ลองจัดสวนกับคุณปู่ หรือช่วยคุณพ่อซ่อมจักรยานเล็กๆ น้อยๆ เนื่องจากทุกกิจกรรมจะช่วยเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ ทำให้พวกเขาเฉลียวฉลาดและมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น

7. รักษาสุขอนามัยอยู่เสมอ
ความสะอาดและสุขภาพที่ดีเป็นเรื่องคู่กัน ดังนั้น พ่อแม่จึงควรดูแลรักษาความสะอาดและสุขอนามัยส่วนตัวของลูกในช่วงวัยเรียน และอธิบายให้พวกเขาเข้าใจว่าการไม่ดูแลตนเองและรักษาความสะอาด อาจก่อให้เกิดโรคภัยได้ ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของพวกเขานั่นเอง พ่อแม่อาจจะช่วยแนะนำการรักษาความสะอาดเบื้องต้น เช่น การล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนการรับประทานอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ หรือหลังจากเล่นกับสัตว์เลี้ยงแสนรักเสร็จแล้ว เป็นต้น

ทั้งหมดนี้ก็เป็นอุปนิสัยทั้ง 7 และกลเม็ดเคล็ดลับง่ายๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ควรปลูกฝังให้กับลูกรักวัยเรียน เพื่อให้พวกเขาได้เติบโตอย่างแข็งแรง ฉลาด สดใสสมวัย
ขอบคุณที่มา : ไทยรัฐออนไลน์

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ