ss | JIPATA INDEX นานาสาระน่ารู้

การแจ้งเกิด

ผู้แจ้ง
        เด็กเกิดในบ้าน เป็นหน้าที่ของ ผู้เป็นเจ้าบ้าน
        เด็กเกิดนอกบ้าน เป็นหน้าที่ของ มารดาเด็กหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย
        เด็กเกิดที่โรงพยาบาล เป็นหน้าที่ของ โรงพยาบาลจะออกใบรับรองการเกิดให้บิดาหรือมารดา เพื่อนำไปแจ้งการเกิดที่สำนักทะเบียนที่โรงพยาบาลนั้นตั้งอยู่ ยกเว้น โรงพยาบาลแห่งที่ทำความตกลงกับสำนักงานเขตอาจเป็นผู้ดำเนินการแจ้งเกิดให้


กำหนดเวลาการแจ้งเกิด
        ต้องแจ้งชื่อของเด็กพร้อมการเกิดภายใน ๑๕ วัน นับแต่ วันที่เด็กเกิด

สถานที่แจ้งเกิด
        เด็กที่เกิดในเขตเทศบาล แจ้งที่สำนักงานทะเบียนซึ่งตั้งอยู่ที่สำนักงานเทศบาลนั้นเอง
        เด็กที่เกิดนอกเขตเทศบาล แจ้งที่ที่ว่าการอำเภอหรือที่สำนักงานทะเบียนที่ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้ง เช่น เขตกรมทหาร
        เด็กที่เกิดในกรุงเทพมหานคร แจ้งที่สำนักงานทะเบียนท้องถิ่นซึ่งตั้งอยู่ที่สำนักงานเขต
        เด็กซึ่งเป็นบุตรบุคคลสัญชาติไทยที่เกิดในต่างประเทศ ถ้าต้องการให้บุตรมีสัญชาติไทยต้องแจ้งต่อสถานกงสุลไทย หรือสถานฑูตไทย ณ ประเทศนั้น ๆ เนื่องจากสถานกงสุลไทย หรือสถานฑูตไทย เป็นสำนักงานทะเบียนในต่างประเทศ
หลักฐานที่ต้องนำไปแสดง
        กรณีเกิดที่บ้าน
        ๑. บัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าบ้านและของบิดามารดาเด็ก
        ๒. สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
        กรณีเกิดนอกบ้าน
        ๑. บัตรประจำตัวประชาชนของมารดาเด็ก
        ๒. สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
        ๓. บัตรประจำตัวประชาชนผู้ที่ได้รับมอบหมาย (กรณีมารดาเด็กไม่ได้ไปแจ้งเกิดด้วยตนเอง)
        กรณีเกิดที่โรงพยาบาล
        ๑. บัตรประจำตัวประชาชนของบิดามารดาเด็กและผู้แจ้ง (กรณีที่บิดามารดาไม่สามารถไปแจ้งได้ด้วยตนเอง)
        ๒. สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านที่จะนำเด็กย้ายเข้า
        ๓. หนังสือรับรองการเกิดของผู้รักษาพยาบาลโดยอาชีพ
        ๔. อายุ สัญชาติ
ค่าธรรมเนียม
        การแจ้งเกิดไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใด ๆ
โทษของการไม่แจ้งเกิด
        การไม่แจ้งเกิดภายในกำหนดเวลามีความผิด และมีโทษปรับไม่เกิน ๒๐๐ บาท
การแจ้งเกิดเกินกำหนด
        หลักฐานที่ต้องนำไปแสดงกรณีเป็นบุตรของบุคคลที่มีสัญชาติไทย
        ๑. สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
        ๒. บัตรประจำตัวประชาชน
        ๓. หลักฐานที่แสดงว่าบิดามารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย เช่น ทะเบียนบ้าน ทะเบียนทหาร สูติบัตร ใบสุทธิ
        ๔. พยานเอกสาร ได้แก่ ใบรับรองการเกิด ทะเบียนนักเรียน(ถ้ามี)
        ๕. พยานบุคคลผู้รู้เห็นการเกิด ได้แก่ บิดามารดา ผู้ทำคลอด เจ้าบ้าน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้รู้เห็นการเกิดอื่น ๆ เช่น ญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน โดยต้องมีพยานบุคคลอย่างน้อย ๒ คน พร้อมบัตรประจำตัวประชาชน
        หลักฐานที่ต้องนำไปแสดงกรณีเป็นบุตรของบุคคลต่างด้าว
        ๑. เช่นเดียวกับผู้มีสัญชาติไทยทั้ง ๕ ข้อ
        ๒. ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้ายของบิดามารดา
        ๓. รูปถ่ายเด็กที่ขอแจ้งเกิด ขนาด ๒"x๓" จำนวน ๒ ภาพ
        ๔. รูปถ่ายทั้งครอบครัวของเด็กที่ขอแจ้งเกิด จำนวน ๑ รูป โดยระบุชื่อและความสัมพันธ์กับเด็กทุกคนไว้ด้านหลังรูป
        ๕. หลักฐานการพิสูจน์ตัวบุคคลที่เกิดแต่ไม่ได้แจ้งเกิดภายในกำหนดเวลา เช่น ทะเบียนนักเรียน
        ๖. เอกสารหลักฐานต่าง ๆ หากเป็นสำเนาของหน่วยราชการให้หน่วยราชการนั้นเป็นผู้รับรองให้เรียบร้อย
โทษของการไม่แจ้งเกิด
        การไม่แจ้งเกิดภายในกำหนดเวลามีความผิด และเสียค่าปรับ ไม่เกิน ๒๐๐ บาท

หมายเหตุ
        เมื่อนายทะเบียนตรวจสอบหลักฐานและสอบสวนข้อเท็จจริงเปรียบเทียบปรับ (กรณีแจ้งเกิดเกินกำหนดเวลา) และได้รับอนุมัติจากกระทรวงมหาดไทย (กรณีบุตรบุคคลต่างด้าว)แล้ว นายทะเบียนจะออกสูติบัตรพร้อมทั้งเพิ่มชื่อเด็กในทะเบียนบ้าน
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
  • www.siamlaw.com

การโอนกรรมสิทธิ์ในสัญญาซื้อขาย

ปัญหาว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายจะโอนไปยังผู้ซื้อ เมื่อใดนั้นเป็นปัญหาที่ยุ่งยากมาก แม้ว่าจะมีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติในเรื่องนี้ไว้อยู่ไม่กี่มาตรา ก็ตาม และโดยเฉพาะที่บัญญัติโดยตรงในเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์ก็มีอยู่เพียง 3 มาตราเท่านั้น คือมาตรา 498 มาตรา 459 และมาตรา 460




        เพื่อประโยชน์ในการทำความเข้าใจในปัญหาข้างต้น ขอแยกปัญหาของการโอนกรรมสิทธิ์ในสัญญาซื้อขายแต่ละประเภทดังนี้
  1. สัญญาซื้อขายทรัพย์เฉพาะสิ่ง
  2. สัญญาซื้อขายทรัพย์ที่ยังมิได้กำหนดไว้แน่นอน
  3. สัญญาซื้อขายทรัพย์เฉพาะสิ่งซึ่งตามกฎหมายจะต้องทำเป็นหนังสือ และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
  4. สัญญาซื้อขายที่มีเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลา และ
  5. สัญญาซื้อขายในกรณีพิเศษ คือ สัญญาซื้อขายตามตัวอย่าง สัญญาซื้อขายตามคำพรรณนา สัญญาซื้อขายเผื่อชอบ สัญญาซื้อขายทอดตลาด สัญญาซื้อขาย F.O.B. สัญญาซื้อขาย C.I.F. และสัญญาซื้อขาย Ex. Ship
ที่มาจาก : panyathai.or.th

การดูแลกระต่าย

การดูแลกระต่ายไม่ใช่เรื่องยาก แต่เป็นงานที่ต้องกระทำเป็นกิจวัตร ทุกวัน ทุกสัปดาห์ และทุกเดือน การเลี้ยงกระต่ายนั้นสำคัญที่ ทุก ๆ สิ่งต้องสดและสะอาด เราอาจจัดแบ่งลักษณะงานที่ต้องทำให้กับกระต่ายไว้ เพื่อง่ายต่อการปฏิบัติดังนี้ ... 



๐ ทุกวัน ๐
- ตรวจสอบสุขภาพกระต่ายประจำวัน สังเกตุการนั่ง เดิน ยืน ตรวจเล็บ สุขภาพขน และสุขภาพหู

ขอบคุณ ชมรมคนรักกระต่ายแห่งประเทศไทยที่เอื้อเฟื้อข้อมูล ค่ะ

- ปล่อยกระต่ายวิ่งเล่น เราอาจกั้นพื้นที่บางส่วนไว้ให้กระต่ายได้ออกกำลังกายในช่วงที่เราทำความ สะอาดกรงของกระต่ายในตอนเช้า-เย็น (แล้วแต่ความสะดวกของผู้เลี้ยง)

- เก็บเศษผักสด ผลไม้เก่าที่กระต่ายทานไม่หมดทิ้ง เพราะเศษอาหารที่เหลือตกค้างนี้ หากกระต่ายทานเข้าไปอีกอาจทำให้เกิดอาการท้องเสียได้

- เก็บเศษอาหารเม็ดเก่าทิ้ง เพราะอาหารเม็ดที่เหลือเหล่านี้จะเกิดการบวมชื้น กระต่ายจะไม่ทานส่วนที่เหลือ ดังนั้นในแต่ละมื้ออาหารควรกำหนดปริมาณอาหารเม็ดให้พอดีสำหรับ 1 มื้อเสมอ

- เก็บเศษหญ้าสด/หญ้าแห้งทิ้ง เศษหญ้าเหล่าเมื่อทิ้งไว้ในกรงอาจเกิดการขึ้นราหรือปนเปื้อนกับมูลหรือฉี่กระต่าย

- ทำความสะอาดถาดรองกรง

- เทน้ำเก่าในขวดน้ำทิ้ง แล้วเติมน้ำสะอาดให้เต็ม

- ให้อาหารเม็ด หญ้าสด/หญ้าแห้ง หรือผักสด/ผลไม้ โดยกะปริมาณอาหารให้กระต่ายทานหมดใน 1 มื้อ

๐ ทุกสัปดาห์ ๐
- ล้างทำความสะอาดขวดน้ำ กระถางใส่อาหาร ที่แขวนหญ้า ด้วยน้ำสบู่อ่อน ๆ หรือน้ำยาฆ่าเชื้อผสมเจือจาง แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง ต้องมั่นใจว่าไม่มีสารตกค้างหลงเหลือก่อนนำกลับไปใช้เลี้ยงกระต่ายอีกครั้ง

- ทำความสะอาดถาดรองกรง และตากแดดให้แห้งสนิท

๐ ทุกเดือน ๐
- ทำความสะอาดกรง ถาดรองกรง พื้นใต้กรง ผนังกำแพง ในบริเวณที่ใช้เลี้ยงกระต่าย ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อผสมเจือจาง แล้วล้างออกให้สะอาดก่อนนำกระต่ายกลับเข้ากรง

- ทำความสะอาดอุปกรณ์ที่ใช้เลี้ยงกระต่ายทั้งหมด รวมทั้งของเล่นของกระต่าย

หากเราปฏิบัติได้ในทุก ๆ ข้อจนเป็นความเคยชินแล้ว จะทำให้กระต่ายนั้นมีสุขอนามัยที่ดี ย่อมส่งผลให้สุขภาพกายและสุขภาพจิตของกระต่ายนั้นดีเช่นกัน กระต่ายที่มีสุขภาพสมบูรณ์ จะร่าเริงแจ่มใส สะอาดสะอ้าน น่ารักน่าอุ้ม ขนสวยนุ่ม และขี้เล่น

ขอบคุณที่มา : http://www.rabbitcafe.net/board/rabbitlover/4370/

ข้าวโพดหวานพันธุ์รับรอง

ข้าวโพดหวานพันธุ์รับรอง


ประวัติ : ได้จากการปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดเทียนพันธุ์ T-033 ซึ่งรวบรวมจากจังหวัดเชียงใหม่ ปี 2526 เริ่มดำเนินการปรับปรุงพันธุ์ปี 2531 ที่สถานีทดลองพืชไร่ศรีสำโรง และทำการประเมินผลผลิตตามขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์ของกรมวิชาการเกษตร ตั้งแต่ปี 2535 - 2539 พบว่าให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์รับรองที่มีอยู่

ลักษณะดีเด่น : 1. ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์พื้นเมือง (เหลืองอุทัยธานี เหลืองพิษณุโลกและขาวเชียงใหม่) ดังนี้
1.1 จำนวนฝักทั้งหมด 22,128 ฝักต่อไร่ สูงกว่าพันธุ์พื้นเมือง 30, 29 และ 17 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ
1.2 จำนวนฝักที่ได้มาตรฐาน 16,316 ฝักต่อไร่ สูงกว่าพันธุ์พื้นเมือง 43, 36 และ 31เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ
1.3 น้ำหนักฝักทั้งเปลือกของฝักทั้งหมด 1,435 กิโลกรัมต่อไร่ สูงกว่าพันธุ์พื้นเมือง 34, 29 และ 7 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ
2. คุณภาพในการบริโภคดีกว่าพันธุ์พื้นเมือง คือ รสชาติหวานเล็กน้อย ความนุ่มเหนียวดีไม่ติดฟัน และกลิ่นหอมชวนรับประทาน

ข้อควรระวัง : ไม่ต้านทานโรคราน้ำค้าง ในแหล่งที่มีโรคราน้ำค้างระบาดควรคลุกเมล็ดด้วยสารเคมีmetalaxyl 1 (Apron 35 SD) ในอัตรา 7 กรัม ต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม

พื้นที่แนะนำ : สามารถปลูกได้ทุกภาคของประเทศ มีการปรับตัวได้ดีในสภาพแวดล้อมต่าง ๆและให้ผลผลิตสูง มีรสชาติดีกว่าพันธุ์ที่ เกษตรกรนิยมใช้ปลูกกัน ในทุกสภาพท้องที่ที่ทำการทดลอง มีเสถียรภาพในการให้ผลผลิตที่ดี โดยจะให้ผลผลิตที่สูงขึ้น ถ้าปลูกในสภาพแวดล้อมที่ดี

ขอบคุณที่มา : http://www.doa.go.th/pl_data/BA_CORN/3var/var04.html

ลักษณะการเลี้ยงปลาแบบผสมผสานกับการเลี้ยงสัตว์

ลักษณะการเลี้ยงปลาแบบผสมผสานกับการเลี้ยงสัตว์


การเลี้ยงปลาในนาข้าว หรือการเลี้ยงปศุสัตว์ เช่น สุกร เป็ด ไก่ และการเลี้ยงปลาร่วมกับปลานั้น เกษตรกรในประเทศไทยและต่างประเทศได้ปฏิบัติกันมานานแล้ว เช่น จีน ไต้หวัน ฮ่องกง ญี่ปุ่น รวมทั้งบางประเทศในยุโรปตะวันออก เช่น ฮังการี ประเทศเหล่านี้ต่างยอมรับกันว่า ระบบการผลิตสัตว์น้ำและสัตว์บกที่ผสมผสานกันนี้ เอื้ออำนวยประโ่ยชน์ให้แก่กันเป็นอย่างดี นับเป็นระบบการผลิตทางการเกษตรที่มีประสิทธิภาพสูงมากระบบหนึ่ง


การเลี้ยงปลาแบบผสมผสาน
ลักษณะการเลี้ยงปลาแบบผสมผสาน การเลี้ยงปลาแบบผสมผสานหากจำแนกตามที่ตั้งของโรงเรือนเลี้ยงสัตว์จะพบว่ามีสองลักษณะคือ

       1. แบบสร้างโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ไว้เหนือบ่อเลี้ยงปลา เป็นแบบที่นิยมกันมากที่สุด สัตว์ที่อาศัยอยู่ในโรงเรือนบนบ่อปลาจะได้ประโยชน์จากบ่อปลาในการช่วยลดอุณหภูมิภายในโรงเรือนให้ต่ำลง สัตว์จึงจะไม่เครียด ทำให้กินอาหารได้มากขึ้น การสร้างโรงเรือนอย่างนี้ยังดูแลรักษาความสะอาดได้ง่าย ประหยัดแรงงาน 


      ข้อเสีย คือ ต้นทุนค่าสร้างโรงเรือนสูงขึ้น เนื่องจากต้องใช้ไม้ทำเสา และวัสดุปูพื้นเพิ่มขึ้น โรงเรือนลักษณะนี้เหมาะสำหรับเสี้ยงสัตว์เล็ก เช่น เป็ดหรือไก่เท่านั้น


      2. แบบสร้างโรงเรือนแยกออกไปจากบ่อปลา โดยมีรางระบายมูลสัตว์จากโรงเลี้ยงมาสู่บ่อปลา แบบนี้จะพบมากในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ใหญ่ เช่น สุกร ที่สร้างโรงเรือนเลี้ยงสัตว์อยู่ก่อนแล้วจึงขยายเนื้อที่เลี้ยงปลาโดยการขุดบ่อในภายหลัง



ขอบคุณที่มา : http://www.fisheries.go.th/fish_test/khownladge/fish_uni/index.htm

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์



ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
ชื่อสามัญ Maize, Corn
ชื่อวิทยาศาสตร์ Zea mays L.


สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
• ความสูงจากระดับน้ำทะเล ไม่เกิน 1,000 เมตร 
• ความลาดเอียงไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ 
• ดินร่วน ดินร่วนเหนียว ดินร่วนทราย หรือดินเหนียว 
• ความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง มีอินทรียวัตถุไม่น้อยกว่า 1.0 เปอร์เซ็นต์มีฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ไม่น้อยกว่า 10 ส่วนในล้านส่วนโพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ไม่น้อยกว่า 60 ส่วนในล้านส่วน 
• การระบายน้ำและถ่ายเทอากาศดี 
• ระดับหน้าดินลึกไม่น้อยกว่า 25 เซนติเมตร 
• ค่าความเป็นกรดด่างระหว่าง 5.5-7.0 
• อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตประมาณ 25-35 องศาเซลเซียส 
• ปริมาณน้ำฝนกระจายสม่ำเสมอ 1,000-1,200 มิลลิเมตรต่อปี 
  พันธุ์ที่นิยมปลูก
มีอายุเก็บเกี่ยว 100-120 วัน แหล่งปลูกที่สำคัญได้แก่ จังหวัดนครสวรรค์ ปราจีนบุรี สระบุรี ลพบุรี นครราชสีมา เพชรบูรณ์ สุโขทัย และเลย มี 2 กลุ่ม


พันธุ์ลูกผสม
• เป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ปลูกทั้งหมด มีลักษณะทางการเกษตรสม่ำเสมอ ได้แก่ ขนาดฝัก ความสูงฝัก ความสูงต้น อายุถึงวันออกไหม และเก็บเกี่ยว ให้ผลผลิตและคุณภาพสูงกว่าพันธุ์ผสมเปิด จึงเป็นที่ต้องการของตลาด 
• ไม่สามารถเก็บเมล็ดไว้ทำพันธุ์ได้ 
• ทุกพันธุ์ไม่ต้านทานต่อโรคราน้ำค้าง ยกเว้น นครสวรรค์ 72 และสุวรรณ 3851 
• เมล็ดพันธุ์ราคากิโลกรัมละ 60-90 บาท 
พันธุ์ที่นิยมปลูกในปัจจุบัน มี 7 พันธุ์


พันธุ์ผสมเปิด 
• ลักษณะทางการเกษตรไม่สม่ำเสมอเมื่อเทียบกับพันธุ์ลูกผสม 
• ต้านทานต่อโรคราน้ำค้าง 
• เมล็ดพันธุ์ราคาถูกกว่าพันธุ์ลูกผสมประมาณ 5 เท่า คือ ราคากิโลกรัมละ 10-20 บาท 
• พันธุ์ที่นิยมปลูก มี 2 พันธุ์


การปลูก


ฤดูปลูก
• ต้นฤดูฝน เดือนเมษายน-พฤษภาคม 
• ปลายฤดูฝนเดือนกรกฏาคม-สิงหาคม 


การเตรียมดิน 
• ไถด้วยผาลสาม 1 ครั้ง ลึก 20-30 เซนติเมตร ตากดิน 7-10 วัน พรวนด้วยผาลเจ็ด 1 ครั้งปรับระดับดินให้สม่ำเสมอ แล้วคราดเก็บเศษซากราก เหง้าหัวและไหลของวัชพืชข้ามปีออกจากแปลง 
• วิเคราะห์ดินก่อนปลูก 
o ถ้าดินมีความเป็นกรดด่างต่ำกว่า 5.5 ก่อนเตรียมดิน ควรหว่านปูนขาว อัตรา 100 กิโลกรัมต่อไร่ สำหรับดินร่วนทราย และอัตรา 200-400 กิโลกรัมต่อไร่ สำหรับดินร่วนดินร่วนเหนียว หรือดินเหนียว แล้วไถกลบ 
o ถ้าดินมีอินทรียวัตถุต่ำกว่า 1.0 เปอร์เซ็นต์ก่อนเตรียมดินให้หว่านปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่ย่อยสลายดีแล้ว อัตรา 500 กิโลกรัมต่อไร่ สำหรับดินเหนียวและดินร่วนเหนียว และอัตรา 1,000 กิโลกรัมต่อไร่สำหรับดินร่วนและดินร่วนทราย หรือหว่านพืชบำรุงดิน เช่น ถั่วเขียว อัตรา 5 กิโลกรัมต่อไร่ หรือ ถั่วแปบ อัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วไถกลบในระยะเริ่มติดฝักหรือหลังเก็บเกี่ยวพืชบำรุงดิน


วิธีการปลูก
ปลูกด้วยแรงงาน
• ระยะระหว่างแถว 75 เซนติเมตร ระยะระหว่างหลุม 25 เซนติเมตร อัตราปลูก 8,500 ต้นต่อไร่ ใช้เมล็ดพันธุ์ 3-4 กิโลกรัมต่อไร่ 
• ใช้จอบขุดเป็นหลุม หรือรถไถเดินตามหรือแทรกเตอร์ติดหัวเปิดร่อง หยอดเมล็ดหลุมละ 1-2 เมล็ด กลบดินให้แน่น 
• เมื่อข้าวโพดอายุประมาณ 14 วันหลังงอก ถอนแยกให้เหลือหลุมละ 1 ต้น ++++++


ปลูกด้วยเครื่องปลูก
• ใช้รถแทรกเตอร์ลากจูงเครื่องปลูกพร้อมใส่ปุ๋ยติดท้าย ปรับให้มีระยะระหว่างแถว 75 เซนติเมตร ระยะระหว่างหลุม 20 เซนติเมตร จำนวน 1 ต้นต่อหลุม หรืออัตราปลูกประมาณ 10,600 ต้นต่อไร่ ใช้เมล็ด 2-3 กิโลกรัมต่อไร่ โดยไม่ถอนแยก


การดูแลรักษา 


การให้ปุ๋ย
ดินเหนียวสีดำ ถ้ามีฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์สูงกว่า 10 ส่วนในล้านส่วน ให้ปุ๋ยเคมีสูตร 21-0-0 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ หรือสูตร 46-0-0 อัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่ โดยโรยข้างแถวหลังปลูก 20-25 วัน ถ้าฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ต่ำกว่า 10 ส่วนในล้านส่วน ให้ปุ๋ยเคมีสูตร 20-20-0 อัตรา 40 กิโลกรัมต่อไร่ หรือสูตร 16-20-0 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ รองก้นร่องพร้อมปลูก และให้ปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่ หรือสูตร 21-0-0 อัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่ โรยข้างแถวหลังปลูก 20-25 วัน แล้วพรวนดินกลบ


ดินเหนียวสีแดง ดินเหนียวสีน้ำตาล หรือดินร่วนเหนียวสีน้ำตาล ให้ปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0 หรือ 16-16-8 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ รองก้นร่องพร้อมปลูก และให้ปุ๋ยเคมีสูตร 21-0-0 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ หรือสูตร 46-0-0 อัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่ โรยข้างแถวหลังปลูก 20-25 วัน แล้วพรวนดินกลบ
ดินร่วน หรือดินร่วนทราย ให้ปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-8 หรือสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ รองก้นร่องพร้อมปลูก และปุ๋ยเคมีสูตร 21-0-0 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ โรยข้างแถวหลังปลูก 20-25 วัน แล้วพรวนดินกลบ


ศัตรูและการป้องกันกำจัด 


โรคที่สำคัญและการป้องกันกำจัด
• โรคราน้ำค้าง หรือโรคใบลาย ระบาดรุนแรงในระยะต้นอ่อนถึงอายุประมาณ 1 เดือน ทำให้ยอดมีข้อ ต้นแคระแกร็น ใบเป็นทางสีขาว เขียวอ่อน หรือเหลืองอ่อน ไปตามความยาวของใบ พบผงสปอร์สีขาวเป็นจำนวนมากบริเวณใต้ใบในเวลาเช้ามืดที่มีความชื้นสูง ถ้าระบาดรุนแรงต้นจะแห้งตาย แต่ถ้าต้นอยู่รอดจะไม่ออกฝักหรือติดฝักแต่ไม่มีเมล็ด ควรคลุกเมล็ดพันธุ์ก่อนปลูกด้วย เมตาแลกซิล อัตรา 7 กรัม/เมล็ด 1 กก. 
• โรคราสนิม เกิดได้แทบทุกส่วนของต้นข้าวโพด ระยะแรกพบจุดนูน สีน้ำตาลแดง ขนาด 0.2-1.3 มิลลิเมตร ต่อมาแผลจะแตกเห็นเป็นผงสีสนิม ถ้าระบาดรุนแรงจะทำให้ใบแห้งตาย " ในแหล่งที่มีโรคระบาดให้ปลูกพันธุ์ต้านทาน ได้แก่ นครสวรรค์ 72 สุวรรณ 3851 หรือสุวรรณ 5 " หลีกเลี่ยงการปลูกข้าวโพดหวาน ข้าวโพดข้าวเหนียวซึ่งอ่อนแอต่อโรคและเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค


แมลงศัตรูที่สำคัญและการป้องกันกำจัด
• หนอนเจาะลำต้นข้าวโพด เจาะเข้าทำลายส่วนยอดช่อดอกตัวผู้ และลำต้น ทำให้ต้นชะงักการเจริญเติบโต หักล้มง่าย เมื่อมีการระบาดรุนแรงจะเข้าทำลายฝัก พบการทำลายในแหล่งปลูกทั่วไป การป้องกันกำจัด พ่นสารไซเพอร์เมทริน (15% อีซี) 10 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตรและไตรฟลูมูรอน(25% ดับบลิวพี) 30 กรัม/น้ำ 20 ลิตร 
• หนอนกระทู้หอม หนอนกัดกินทุกส่วนในระยะต้นอ่อน จะทำความเสียหายรุนแรงเมื่อหนอนมีความยาวตั้งแต่ 2 เซนติเมตร หากจำเป็นให้พ่นสารนิวเคลียร์โพลีฮีโดรซิสไวรัส 20-30 มล./น้ำ 20 ลิตร และเบตาไซฟลูทริน(2.5% อีซี) 40 มล./น้ำ 20 ลิตร 
• มอดดิน กัดกินใบตั้งแต่เริ่มงอกถึงอายุประมาณ 14 วัน ทำให้ต้นอ่อนตาย หรือชะงักการเจริญเติบโต ต้นที่รอดตายจะเก็บเกี่ยวได้ล่าช้า ควรคลุกเมล็ดพันธุ์ก่อนปลูกด้วย อิมิดาโคลพริด (70% ดับบลิวเอส) 5 กรัม/เมล็ด 1 กก./น้ำ 20 ลิตร 


สัตว์ศัตรูที่สำคัญและการป้องกันกำจัด
• หนู ทำลายตั้งแต่เริ่มเป็นฝักอ่อนจนถึง เก็บเกี่ยว สกุลหนูพุกกัดโคนต้นให้ล้มแล้วกัดกินฝัก สกุลหนูท้องขาว ได้แก่ หนูบ้านท้องขาว หนูนาใหญ่ หนูนาเล็ก และสกุลหนูหริ่งปีนกัดแทะฝักบนต้น การป้องกันกำจัด หากทำความเสียหายอย่างรุนแรงให้ใช้วิธีป้องกันกำจัดแบบผสมผสาน คือ ใช้กรงดักหรือกับดัก ร่วมกับการใช้เหยื่อพิษ 


วัชพืชที่สำคัญและการป้องกันกำจัด
• ไถ 1 ครั้ง ตากดิน 7-10 วัน พรวน 1 ครั้ง แล้วคราดเก็บเศษซาก ราก เหง้า หัวและไหล ของวัชพืชข้ามปี ออกจากแปลง 
• กำจัดวัชพืชระหว่างแถวปลูกด้วยแรงงานหรือเครื่องจักรกล เมื่อข้าวโพดอายุ 20 - 25 วัน ก่อนให้ปุ๋ย 
• ในกรณีที่กำจัดวัชพืชด้วยแรงงานหรือเครื่องจักรกลไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ควรใช้สารกำจัดวัชพืช

 การเก็บเกี่ยว


• เก็บเกี่ยวเมื่อข้าวโพดแก่จัด หรือแห้งหมดทั้งแปลงแล้ว 7 วัน เมล็ดจะมีความชื้นประมาณ 23 เปอร์เซ็นต์ 
• ถ้าต้องการใช้พื้นที่ปลูกพืชอื่นตามข้าวโพด ควรเก็บเกี่ยวเมื่อใบข้าวโพดเปลี่ยนเป็นสีฟางข้าวทั้งแปลง เมล็ดจะมีความชื้นประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ 
• ไม่ควรเก็บเกี่ยวข้าวโพดหลังฝนตก เพราะเมล็ดจะมีความชื้นสูง ควรปล่อยให้ฝักและต้นข้าวโพดแห้งก่อน 
• ใช้ไม้หรือเหล็กแหลมแทงปลายฝัก ปอกเปลือก แล้วหักฝักข้าวโพดใส่กระสอบ นำไปเทกองรวมไว้ในยุ้งฉาง หรือ ใช้เครื่องเก็บเกี่ยว


การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวเหมาะสมเพื่อหลีกเลี่ยงการปนเปื้อนสารพิษอะฟลาทอกซินซึ่งเกิดจากเชื้อราในเมล็ดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในระดับพ่อค้าท้องถิ่น


ขอบคุณที่มา : http://www.doae.go.th/library/html/2549/0709/Corn_Maize/P1.htm

7 เทคนิคใช้โซเชียลมีเดีย

พออ่านข้อความนี้แล้วลองคิดตาม ว่า เทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้ความสุขลดลงจริงหรือไม่ หลายครั้งผมเองก็หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องมือสื่อสารต่างๆ ในยามพักผ่อน ลองนึกดูว่า คนที่ต้องเกาะติดอยู่กับโซเชียลมีเดีย ตลอดจะมีความสุขได้อย่างไร มีเทคนิคดังนี้




1. ใช้โซเชียลมีเดียให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของตน เว็บโซเชียลมีเดียที่ มีกันอยู่หลากหลายนั้น ต่างมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน เช่น เฟซบุ๊ค สามารถสื่อสารได้ทั้งตัวอักษรและรูปภาพ หรือบริการบล็อกสั้นอย่างทวิตเตอร์นั้น ใส่ได้เฉพาะตัวอักษร หากมองกันดีๆ ทวิตเตอร์ ไม่สูบพลังงานมากเท่าเฟซบุ๊ค

2. ใช้ช่วยเหลือผู้อื่น ลองใช้ความสามารถ ความรู้ หรือประสบการณ์ของคุณที่มีอยู่ นำไปตอบคำถามของเพื่อนๆ หรือบางครั้งตอบให้กับคนที่ไม่รู้จักบ้าง ซึ่งการทำแบบนี้ก็จะทำให้รู้สึก ว่า สามารถช่วยเหลือคนอื่นในเรื่องที่ตนเองถนัด บางครั้งอาจไม่ใช่แค่การตอบคำถาม แต่เป็นการช่วยบอกต่อ เท่ากับช่วยเพิ่มโอกาสในการได้รับความช่วยเหลือมากขึ้น

3. ใช้สอบถามความคิดเห็น ที่ตัดสินใจไม่ถูกว่า จะเลือกทางไหนดี ให้ลองเขียนลงบนเฟซบุ๊ค หรือทวิตเตอร์ ถามไปในโซเชียลเน็ตเวิร์คเหล่านั้น บางครั้งก็จะได้คำตอบที่ดีเกินคาด

4. ใช้ระบบส่งข้อความแบบส่วนตัวเพื่อสื่อสารเรื่องธุรกิจ ลองหันมาใช้ direct message ในทวิตเตอร์ หรือส่งข้อความส่วนตัวไปในเฟซบุ๊ค บางทีเพื่อนๆ หรือคนที่ติดตามอ่านเฟซบุ๊คของคุณอยู่ อาจอยากรู้ว่าคุณทำธุรกิจอะไร ที่ไหน บางครั้งเขาอาจกำลังมองหาคู่ค้าที่คุณถนัดอยู่พอดี หรือหากติดต่อสื่อสารกันไปได้จนสนิทสนม อาจสามารถต่อยอดไปยังธุรกิจได้

5. ใช้เพื่อให้มีเพื่อนคอยปรึกษา หลายครั้งที่เราเกิดความเครียดจากการทำงาน หรือเรียน อาจใช้ทวิตเตอร์หาเพื่อนคุย ต้องระวังว่าอย่าเผลอไปใช้ข้อความที่หยาบคายหรือฟังดูแรงนะครับ เพราะสิ่งเหล่านั้นอาจจะย้อนมาทำร้ายตัวเราได้ในอนาคต เช่น ตอนสมัครงาน เดี๋ยวนี้บางบริษัทมีการแอบไปอ่านเฟซบุ๊คของคนมาสัมภาษณ์ก่อนล่วงหน้า ทั้งนี้ เพื่อเรียนรู้ตัวตนของผู้สมัครที่บางครั้งอาจไม่สามารถสอบถามได้หมดในระยะ เวลาสัมภาษณ์นัดไว้ เป็นต้น

6. ใช้เพื่อหาเพื่อนใหม่ ผมต้องสารภาพก่อนเลยว่าผมได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ หลายคนผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งเพื่อนเหล่านี้ก็สนใจในเรื่องราวที่ผมสนใจเช่นกัน การพบเจอเพื่อนใหม่ ไม่ได้จำเป็นที่จะต้องออกไปพบเจอกันตามสถานที่ต่างๆ เสมอไป แต่บางทีการรู้จักการผ่านรูปภาพและตัวอักษร ก็ทำให้เราได้เพื่อนใหม่ง่ายขึ้น มากขึ้น โดยไม่รู้ตัวเชียวครับ

7. ใช้เพื่อหาข้อมูลความรู้ใหม่ ผมมักจะใช้ฟังก์ชันบุ๊คมาร์ค หรือ Add Favorite ของทวิตเตอร์อยู่บ่อยๆ เพราะเมื่อเราพบเห็นข้อความที่ดีๆ หรือเป็นข้อมูลที่น่าสนใจ ผมก็จะรีบบุ๊คมาร์คเก็บไว้ก่อน แล้วค่อยมาอ่านในภายหลังหากในขณะนั้นเรายังไม่ว่าง ซึ่งผมได้ข้อมูลในการทำงานหลายครั้งจากความพยายามที่จะ Add Favorite ข้อความที่น่าสนใจอยู่ตลอดเวลา

ลองนำไปใช้กันดูนะครับ หวังว่าเทคนิคเหล่านี้จะช่วยให้ทุกท่านสามารถใช้งานโซเชียลมีเดียอย่างมีความสุข 


ขอบคุณที่มา : http://www.bangkokbiznews.com

Web-based อนาคตใหม่ในการใช้งานโปรแกรม

ทำความรู้จัก Web-based

Web-based หมายถึงการทำงานผ่านทางโปรแกรม Browser ซึ่งอาศัยการเชื่อมต่อทางอินเตอร์เน็ต หมายความว่า เพียงแค่เรามีโปรแกรม Browser ไม่ว่าจะเป็น Internet Explorer, FireFox, Safari, Opera หรือแม้กระทั่ง Google Chrome ก็ตาม เราก็สามารถใช้งานโปรแกรม หรือ Applications ใดๆ ก็ได้ โดยโปรแกรมหรือ Applications เหล่านั้น จะติดตั้งบน Server แห่งใดแห่งหนึ่ง หรืออาจติดตั้งในสำนักงานใหญ่ของเรา


ตัวอย่างการใช้งาน Web-based
ตัวอย่างที่เราใช้งานกันบ่อยๆ ก็คือ ระบบอีเมลนั่นเอง โดยเฉพาะกับผู้ใช้งานฟรีอีเมล เช่น Gmail, Yahoo! Mail, Live Mail เป็นต้น คุณสังเกตุหรือไม่ว่า เราไม่จำเป็นต้องติดตั้งโปรแกรมใดๆ เลย เพียงแค่ใช้โปรแกรม Browser เข้าไปยังลิงค์ของเว็บที่เราต้องการเท่านั้น สำหรับในองค์กรใหญ่ๆ อาจมีการใช้ระบบเมล Microsoft Exchange ซึ่งก็จะมี Web Mail ให้สามารถตรวจสอบอีเมลผ่านหน้าเว็บได้เช่นกัน

Google กับ Web-based

Search Engine ยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง Google ก็ได้มีบริการการใช้งานผ่าน Web-based ให้แล้ว "Google Docs" คือผลงานของทาง Google ที่ให้บริการจัดทำเอกสารออฟฟิคผ่านทาง Web-based ซึ่งได้รับความนิยมมากพอสมควร นอกจากนี้ยังมีบริการผ่านหน้าเว็บอีกหลายๆ อย่างไม่ว่าจะเป็น การตรวจสอบไวรัสแบบออนไลน์ การใช้บริการจัดการฟรีตกแต่งภาพออนไลน์ เป็นต้น 

Microsoft กับ Web-based

แน่นอนครับ ทาง Microsoft เองก็ได้มีการเข้าร่วมในเทคโนโลยีใหม่นี้เช่นเดียวกัน ดังจะเห็นได้ว่า โปรแกรม Microsoft Office ได้มีการเพิ่มความสามารถในการใช้งานผ่านทาง Web-based แล้ว สังเกตุได้จากเวอร์ชั่นใหม่ๆ ของทาง Microsoft Office และโดยเฉพาะกับเวอร์ชั่น Microsoft Office 2010 ซึ่งน่าจะเห็นภาพได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ 

ข้อดีของเทคโนโลยี Web-based

  • สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป ก็คงทำให้การใช้งานสะดวกมากยิ่งขึ้น เพราะไม่ต้องเสียเวลามาติดตั้งโปรแกรม
  • สำหรับผู้ดูแลระบบ (Admin) ยิ่งสะดวกมากยิ่งขึ้น เพราะสามารถควบคุม และอัพเดทโปรแกรมในจุดเดียว
  • ค่าใช้จ่ายของ License และค่าบำรุงรักษา (Maintenance) น่าจะต่ำลง
  • ในส่วนของเครื่องคอมฯ หรือ ฮาร์ดแวร์ ยิ่งน่าจะสามารถใช้คอมฯ ทีมีคุณสมบัติต่ำลงได้ด้วยเช่นกัน
หวังว่าโทคโนโลยี Web-based จะเข้ามาช่วยลดค่าใช้จ่าย (ซึ่งเป็นความหวังของทุกองค์กร) รวมทั้งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานมากยิ่งขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องศึกษาให้ดีก่อนนำไปใช้งาน นั่นคือ ความเสถียรในเรื่องการเชื่อมต่อผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ซึ่งปัจจุบัน ความเร็วที่ได้รับ ยังคงขึ้นๆ ลงๆ อยู่ โดยเฉพาะกับผู้ใช้งาน ADSL ตามบ้าน ก็ขอฝากเป็นข้อคิดสำหรับผู้ที่กำลังพัฒนาโปรแกรมสำหรับระบบ Web-based ด้วยก็แล้วกัน..

ขอบคุณที่มา : http://www.it-guides.com/index.php/technology-updated/1317-web-based-application

กูเกิ้ลฟันธงสมาร์ทโฟนโค่นบัลลังก์พีซี

ล่าสุด Eric Schmidt ซีอีโอของ Google ได้ออกมาฟันธงกลางงานนี้ว่า ในที่สุดแล้ว “โมบายโฟน ก็คือ พีซ๊รุ่นใหม่ (สำหรับผู้บริโภค)” ซึ่งจากแนวโน้มของการที่สมาร์ทโฟนแซงหน้ายอดขายพีซี ก็พอจะแสดงให้เห็นแนวโน้มดังกล่าวได้


เรื่องราวกระแสของ Android ที่ได้รับการสนับสนุนมากมายจากผู้ผลิตอุปกรณ์ ตลอดจนโอเปอเรเตอร์ และนักพัฒนาแอพฯ Schmidt กล่าวว่า ปัจจุบัน Android ระบบปฏิบัติการของ Google มีสถิติการแอคทิเวตเฉลี่ย 300,000 เครื่องต่อวัน ในขณะที่มีสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ตมากกว่า 100 รุ่นที่ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Android โดยมีคู่แข่งอย่าง iOS ระบบปฏิบัติการสำหรับ iPhone และ iPad ของ Apple และ Windows Phone 7 ของ Microsoft “ยอดขายสมาร์ทโฟนแซงหน้าพีซีไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งพีซีไม่สามารถตามทันกระแสนี้ได้ สมาร์ทโฟนคืออนาคตของเกมส์ และการใช้งานแอพพลิเคชันต่างๆ ในทุกๆ อย่างที่เราคิด” เขากล่าว “ในที่สุดแล้ว คุณใช้มือถือเป็นเหมือนพีซีเครื่องใหม่ของคุณนั่นเอง” Schmidt ยังกล่าวอีกด้วยว่า สมาร์ทโฟนได้เติมเต็มคำทำนายของ Bill Gates ทีว่า “ผู้ใช้ทุกคนจะสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของโลกได้ด้วยปลายนิ้วสัมผัส” ให้ ถูกต้องสมบูรณ์

Google มีแผนที่จะออก Android เวอร์ชันใหม่สำหรับมือถือ และแท็บเล็ตในทุกๆ 6 เดือน ส่วน Chrome OS จะโฟกัสไปที่เน็ตบุ๊ค และพีซี โดยทาง Google ยังได้แสดงสาธิตแอพพลิเคชัน Android ตัวใหม่บนแท็บเล็ตที่สามารถตัดต่อวิดีโอได้คล้ายๆ กับ Windows Live Movie Maker อีกด้วย นอกจากการให้ข้อมูลข้างต้นแล้ว Schmidt ยังกล่าวย้ำว่า Microsoft คือคู่แข่งสำคัญของบริษัท หลังจากที่ก่อนหน้านี้ เขาเคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับกรณีที่ Bing ก็อปปี้ผลลัพธ์จาก Google และ Nokia เปลี่ยนใจไปใช้ Windows Phone 7 แทนทีจะป็น Android

Schmidt เชื่อ ว่า ในอนาคตแอพพลิเคชันทั้งหมดจะถูกพัฒนาด้วยมาตรฐานใหม่ของเว็บนั่นคือ HTML5 ทั้งแอพที่ใช้บนพีซี หรือโมบายโฟน เขายังคาดอีกว่า ระบบการชำระค่าบริการต่างๆ ด้วยโมบายโฟน (เทคโนโลยี NFC) จะกลายเป็นมาตรฐานในปีนี้ และถือว่าเป็นโอกาสใหญ่ของ Google นอกจากนี้ Schmidt ยังกล่าวอีกด้วยว่า ผลกระทบในระยะยาวของนวตกรรมทางเทคโนดลยีคือ การหาวิธีที่นำไปสู่หนทางที่ทำให้ผู้คนมีความสุขมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากผู้คนจะสามารถมีเวลา เพื่อทำบางสิ่งบางอย่างที่ต้องการ โดยเขายกตัวอย่างว่า “คุณจะไม่ลืมอะไรเลย (หรือไม่ได้จำอะไรเลย?) เพราะคอมพิวเตอร์จะจำเรื่องราวต่างๆ แทนคุณ คุณจะไม่หลงทางด้วยเทคโนโลยีแผนที่ คุณจะไม่รู้สึกเดียวดาย เนื่องจากสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของเพื่อนๆ ได้ตลอดเวลา และด้วยเทคโนโลยีแผนที่เช่นเดียวกันที่จะทำให้รถยนต์สามารถขับเคลื่อนได้ ด้วยตัวมันเอง” Schmidt ไม่ได้บอกว่า คุณจะไม่มีวันตาย :P แต่เขาบอกว่า สมาร์ทโฟนจะส่งข้อมูลเกียวกับสุขภาพของคุณไปยังโรงพยาบาล “มือถือของคุณ สามารถบอกคุณได้ว่า คุณกำลังจะหัวใจวาย คุณควรจะไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้”

ขอบคุณที่มา : ตลาดดอทคอม

ส่วนแบ่งตลาด Bing โต Google ตก!!!

ไมโครซอฟท์ (Microsoft) วางตำแหน่งทางการตลาดให้กับ Bing เป็น decision engine แทนที่จะเป็น search engine แบบเดียวกับ Google ด้วยเหตุผลทีว่า Bing สามารถให้ผลลัพธ์ของการค้นหาที่ดีกว่าด้วยวิธีที่ง่ายกว่า แนวคิดของนักการตลาดของไมโครซอฟท์อาจจะถูกต้องก็ได้


Experian Hitwise รายงานว่า เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา อัตราการค้นพบผลลัพธ์ที่น่าพอใจของ Bing อยู่ที่ 81.5% ในขณะที่ Google อยู่ที 65.6% เท่านั้น ซึ่งน่าตกใจไม่น้อยที่ความแตกต่างของเปอร์เซนต์ดังกล่าวสูงมากทีเดียว ข้อมูลจากทาง Experian มาจากการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ใช้ 10 ล้านรายในสหรัฐฯที่ประสบความสำเร็จในการใช้เสิร์ชแล้วคลิกลิงค์จากหน้า ผลลัพธ์ไปยังเว็บไซต์ที่ต้องการ โดยข้อมูลการค้นจากผู้ใช้ Bing ในเดือนมกราคม 81.5% ได้ผลลัพธ์ทีต้องการ

นอกจากนี้ เปอร์เซ็นต์ความสำเร็จในการค้นหาด้วย Yahoo ต่ำกว่า Bing เล็กน้อยคือ 81.4% ซึ่งก็น่าจะเป็นเช่นนั้น เนื่องจากว่า ผลลัพธ์การค้นของ Yahoo ในสหรัฐฯ ได้รับการสนับสนุนจาก Bing นอกจากเปอร์เซ็นต์ความสำเร็จในการใช้ Bing จะสูงมากแล้ว ส่วนแบ่งตลาดการใช้ Bing ในสหรัฐฯ ยังมีการเติบโตอย่างน่าสนใจอีกด้วย โดยโดขึ้น 21% จาก 10.6% ในเดือนธ.ค. 2010 เป็น 12.81% ในเดือนมกราคม 2011 ขณะเดียวกัน Google กลับมีส่วนแบ่งตลาดตกลง 2% จาก 69.67% เป็น 67.95%

แหล่งที่มา : Bing, Google, hitwise

นักขายกับภาวะผู้นำ

เราจะเห็นอยู่บ่อยครั้งที่การปรับ เลื่อนตำแหน่งของฝ่ายขายมักจะปรับเลื่อนตำแหน่งจากภายในเสียเป็นส่วนมาก เรียกว่า จะต้องเป็นลูกหม้อและเติบโตมากับองค์กร เช่น คัดเลือกผู้ที่จะมาเป็นหัวหน้าทีมขายก็มักจะเลือกจากพนักงานขายในฝ่ายหรือใน ทีมนั้นๆ หรือการเลือกตำแหน่ง ผู้จัดการทีมก็เช่นกัน ส่วนมากมักจะเลือกจากหัวหน้าทีมขาย ซึ่งมีลำดับขั้นตอนที่ค่อนข้างจะชัดเจน

          ส่วนหนึ่งก็พิจารณาถึงผลงานที่ผ่าน มาของบุคคลนั้นๆ เป็นองค์ประกอบหลัก ที่บอกว่าเป็นองค์ประกอบก็คือ ผลงานเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งเท่านั้นในการพิจารณายังมีอีกหลายองค์ประกอบ ที่จะต้องพิจารณาร่วมกัน เช่น อายุงานประวัติการทำงาน ความประพฤติส่วนตัว และสิ่งสุดท้ายคือ มีความเป็นผู้นำหรือไม่ ในองค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้มีส่วนสำคัญมากของการเป็นหัวหน้าคน นักขายหลายคนมีมุมมองว่าต้องอยู่นาน และมักมีผลงานดีเด่นก็มักจะได้รับคัดเลือกให้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น

          ความคิดนี้ไม่ถูกเสมอไปถึงแม้ว่าการ บริหารการขายนั้นจำเป็นที่จะต้องใช้คนมีประสบการณ์การขายมาก่อนก็ตาม ประสบการณ์ขายไม่ใช่หมายถึงว่าผู้มีประสบการณ์การขายมานานมักจะเป็นผู้ที่มี ผลงานดีเสมอไป ผู้บริหารหลายคนหรือในหลายองค์กร มักจะเข้าใจในประเด็นเหล่านี้ผิดไป จึงมักจะแต่งตั้งหรือเลื่อนตำแหน่งนักขายที่มีผลงานดีเด่นขึ้นมาเป็นหัวหน้า ทีมขายอยู่บ่อยๆ

          ทั้งๆ ที่คนเหล่านี้ยังไม่มีภาวะผู้นำพอ ผลก็คือองค์กรจะได้หัวหน้าทีมขายที่ขาดประสิทธิภาพไม่สามารถทำทีมได้ ไม่เป็นที่ยอมรับของลูกทีม สุดท้ายทีมก็มีปัญหาภายหลัง ในขณะเดียวกันองค์กร ก็จะเสียพนักงานขายที่ดีไปอย่างน่าเสียดาย และสุดท้าย องค์กรก็อาจจะเสียบุคลากรที่ดีไป

          เรามักจะเห็นได้อยู่บ่อยๆ เช่นตอนเป็นนักขาย เขาสามารถสร้างผลงานการขายได้ดี แต่พอเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาเป็นหัวหน้าทีมขาย เขากลับไม่ประสบผลสำเร็จอย่างนี้เป็นต้น ที่กล่าวเช่นนี้ไม่ใช่หมายความว่า การคัดเลือกหัวหน้าทีมจะต้องพิจารณาจากบุคคลภายนอกซึ่งไม่เห็นด้วยแต่สิ่ง ที่ต้องพินิจพิเคราะห์ให้ดี ก็คือ การมีภาวะผู้นำของบุคคลนั้นๆ ต่างหาก ในหลายองค์กรมีการฝึกอบรมให้เป็นผู้นำ เช่น นักขายที่มีผลงานดีในระดับหนึ่ง องค์กรก็จะคัดเลือกให้บุคคลเหล่านี้ได้มีโอกาสเข้ารับการฝึกอบรมให้เป็นผู้ นำต่อไป เพื่อเป็นการรองรับกับการเจริญเติบโตขององค์กรในอนาคต

          รวมทั้งเพื่อเก็บรักษาทรัพยากรบุคคลของบริษัท คือทำให้บุคลากรมีโอกาสก้าวหน้าในหน้าที่การงาน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่หลายองค์กร จะต้องมีการลง ทุนและคิดว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามหาศาล ถ้าองค์กรสามารถพัฒนาบุคคลในองค์กรให้มีความก้าวหน้า จากนักขายเป็นหัวหน้าทีมขาย เป็นผู้จัดทีมขาย และสุดท้ายอาจเป็นผู้จัดการฝ่ายขายหรือผู้จัดการฝ่ายตลาด สิ่งสำคัญที่ได้นอกเหนือจากบุคลากรเหล่านี้จะอยู่กับองค์กรนานแล้วผลพลอยได้ ที่องค์กรจะได้รับและมีค่ายิ่งคือ วัฒนธรรมขององค์กร องค์กรจะมีรุ่นพี่รุ่นน้อง รุ่นพี่สอนรุ่นน้องให้ประสบความสำเร็จ

          แต่สิ่งที่อยากเน้นเพราะเห็นว่าเป็น อันตรายต่อองค์กรอย่างมาก ก็คือ การแบ่งพรรคแบ่งพวกภายในองค์กร โดยเฉพาะการพิจารณาเลื่อนตำแหน่ง ที่ไม่คำนึงถึงความเหมาะสม แต่จะคำนึงถึงว่าใครเป็นเด็กใคร ใครเป็นพวกใคร สุดท้ายองค์กรก็อยู่ไม่รอด

          เปรียบเหมือนกับเรือ ถ้าขาดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านคอยทำงานประสานกันคนละไม้คนละมือ เรือลำนั้นก็อาจไปไม่ตลอดรอดฝั่ง อย่าลืมคำนิยามของนักบริหาร กล่าวคือ "ต้องใช้คนให้ถูกกับงาน" คนทำงานก็จะมีความสุข องค์กรก็เจริญรุ่งเรือง และสิ่งที่ผู้บริหารต้องตระ หนักไว้เสมอว่า การไปโปรโมตเป็นดาบสองคมเสมอถ้าแต่งตั้งไม่ถูกคน แทนที่จะส่งเสริมให้คนคนนึงก้าว หน้า กลับกลายเป็นฆ่าเขาอย่างเลือดเย็น

ที่มา : หนังสือพิมพ์สยามธุรกิจ

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ